Windows Vista SP1 เร็วกว่าของเดิมจนรู้สึกได้

เมษายน 18, 2008 at 4:30 am (คอมพิวเตอร์)

หลังจากที่ผู้เขียนได้ทดลองใช้งาน Windows Vista SP1 มาเป็นเวลาพอสมควร ประกอบกับได้สอบถาม ไปยังบรรณาธิการท่านอื่นๆ ที่ใช้ SP1 เหมือนกัน ต่างก็มีความเห็นตรงกันว่า “เร็วกว่าเดิมจนรู้สึกได้จริงๆ” นอกจากนี้ปัญหาการแฮงค์ไร้สาระก็แทบไม่มีให้เห็นเลย เรียกได้ว่าทางไมโครซอฟต์แก้มือมาถูกทาง แต่ก่อนที่ผู้อ่านจะหันมาใช้ Windows Vista SP1 นั้น ผู้เขียนก็ขอบอกถึงความเปลี่ยนแปลงคร่าวๆ กันก่อน เพื่อจะได้ติดสินใจอัพเกรดคอมพิวเตอร์ไปใช้ Windows Vista SP1 ที่จะเปิดให้ดาวน์โหลดกันประมาณกลางเดือนมีนาคมนี้เป็นต้นไป

 

 

Vista Service Pack 1 แก้ไขอะไรบ้าง 
ในเรื่องของหน้าตาระบบปฏิบัติการอาจจะเปลี่ยนไปเล็กน้อยซึ่งจะอยู่ในส่วนของรายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งผู้เขียนได้หาข้อมูลจากทาง Microsoft ว่าตกลงแล้ว Service Pack 1 ได้แก้ไขอะไรบ้างก็พบว่าหลักๆ แล้ว SP1 แก้ปัญหากว้างๆ 3 เรื่อง นั่นคือ 
 
• ความเสถียรของ Windows และความเร็วที่เพิ่มขึ้น (แค่ข้อนี้ก็พอใจมากแล้วสำหรับผู้เขียน) 
• การบริหารความปลอดภัยที่ง่ายและยืดหยุ่นกว่ามากกว่าเดิม 
• สนับสนุนฮาร์ดแวร์แบ็คอัพและฮาร์ดแวร์มาตรฐานอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น 
 
สเปคขั้นต่ำที่สามารถจะใช้งาน Windows Vista SP1 
ผู้อ่านหลายคนเป็นกังวลว่าจะต้องอัพเกรดเครื่องเยอะเพื่อให้สามารถใช้งาน Windows Vista SP1 ได้ ซึ่งอันที่จริงหากผู้อ่านเคยลง Windows Vista มาก่อน หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ได้เก่ามากนัก ผู้เขียนรับรองได้ว่าผู้อ่านสามารถใช้ Windows Vista SP1 ได้อย่างราบลื่นและไม่มีปัญหาใดๆ 
 
CPU 800 MHz 
Memmory* 
1 GB (512 MB ก็ได้แต่จะไม่ดีนัก) 
Harddisk 15 GB (เฉพาะ Vista ประมาณ 11 GB เพิ่มจากตัวเก่าประมาณ 3 GB) 
Display Card 
128 MB Memory (หากต้องการใช้ Aero* : Intel GMA 950, ATI Xpress200M Series, Nvidia Gforce 5900 ขึ้นไป) 
Optical Drive DVD 
Sound Card Support HD Audio 
*Memory: ปรับจากเดิมขั้นต่ำ 512 MB เป็น 1GB 
*Aero: หน้าต่างแบบโปร่งใส 
สิ่งที่ดีขึ้นสำหรับ Windows Vista SP1 
ในครั้งนี้ Microsoft แก้ปัญหาของ Windows Vista มาหลายด้าน นอกจากความเร็วที่เพิ่มขึ้น ซึ่งผู้เขียนก็ได้ทดลองลง Windows Vista SP1 กับเครื่องตนเอง และใช้งานแบบ Reality เหมือนใช้งาน Windows XP ก็พบจุดที่แตกต่างจาก Windows Vista ตัวแรกดังนี้ 
• Instant Search ค้นหาได้เร็วขึ้น เพราะทาง Microsoft ได้ปรับปรุงระบบ Index ใหม่ ซึ่งทำให้การค้นหาเร็วขึ้นมาก ใช้เวลาไม่เกิน 10 วินาทีก็จะแสดงผลเกือบครบ มีการตอบสนองดีไม่หน่วง ไม่มีจอขาว หรือค้นหาไม่เจอ 
• เปิดไฟล์ โฟลเดอร์ และคัดลอกข้อมูลได้เร็วขึ้นจริง จากเดิมที่จะให้ผู้อ่านดูหน้าต่างคัดลอกนานมาก โดยผู้เขียนได้ทดลองคัดลอกไฟล์ 1GB ไปยัง Handy Drive ใช้เวลาเพียง 1 นาทีเศษ เฉลี่ยก็ประมาณ 1 GB ต่อนาที 
• ระบบ Hibernate ที่สามารถเรียกกลับมาได้ทันที ไม่ตายสนิทเหมือนรุ่นแรก 
• ไม่พบปัญหาจอขาวในการใช้งานหนักๆ เช่น เล่นเกมสามมิติ หรือทำงานออฟฟิตติดต่อกันเป็นเวลานาน 
• Internet Explorer 7 เปิดเว็บไซต์ได้เร็วขึ้น และเปิดหน้าเว็บไซต์ที่เป็น Web 2.0 ได้รวดเร็วกว่าเดิมและไม่เจอปัญหาจอขาว 
• ประหยัดแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คขึ้น 30% จากเดิมที่เครื่องของผู้เขียนเองเคยใช้งานได้ประมาณชั่วโมงครึ่ง ตอนนี้เมื่อลง SP1 ก็สามารถที่จะใช้งานได้ประมาณ 2 ชั่วโมงเศษ ซึ่งให้ผลใกล้เคียงกับการใช้งาน Windows XP 
• ส่วนย่อยๆ เกือบทุกโปรแกรมจะมี Option ที่เพิ่มขึ้น เช่น Windows Media Center สามารถที่จะเลือกใช้เป็น OS สำหรับความบันเทิงอย่างเดียวกได้ โปรแกรม Windows DVD Maker มีหน้ากาก Chapter ให้เลือกใช้งานเพิ่มขึ้น หรือ Windows Media Player ที่ปกอัลบั้มจะแสดงทางด้านล่างเพิ่มขึ้นนอกจากจะแสดงที่ TaskPane 
• Shadow Copy : สำรองข้อมูลตลอดเวลาเพื่อการเรียกคืน (คล้ายกับการสร้าง Temp ในโปรแกรม MS Office) 
 
ข้อสังเกตสำหรับ Windows Vista SP1 
ผู้เขียนเพียรพยายามที่จะทำให้ Windows Vista หยุดการทำงานหลายๆ รูปแบบแต่ก็ไม่สำเร็จ แสดงให้เห็นว่าทาง Microsoft ปรับปรุง Windows Vista ได้ดีมาก แต่ก็จะเจอข้อสังเกตเล็กๆ น้อยๆ แต่เมื่อแลกกับสิ่งที่ดีกว่าก็ยังรู้สึกว่า SP1 นั้นทำให้ Windows Vista น่าใช้งานมากขึ้นกว่าเดิม โดยมีข้อสังเกตเล็กๆ ดังกล่าวมี ดังนี้ 
 
• ไม่รองรับ Driver บางชนิด 
• เนื้อที่ Harddisk เพิ่มขึ้น 
• ซอฟแวร์บางประเภทไม่รองรับ เช่น โปรแกรมประเภท Firewall หรือ Antivirus 
 
 
————————————————————————————————- 
[บทความ :: ณัฐวุฒิ ปิยบุปผชาติ]  


 ที่มา : http://www.techxcite.com/

———————————

แต่บางที่ WindowsVista SP1 ก็สามารถทำให้คนที่ใช้ของปลอมเศ้ราได้เหมือนกัน และกันถ่ายดอนข้อมูลบางอย่างช้าจนน่ากลัว :(

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

พอเพียงแค่ไหนถึงจะเพียงพอ

เมษายน 18, 2008 at 4:28 am (สังคม)

ใครที่ไปเยือนวัดป่าซึ่งตั้งในถิ่นทุรกันดาร และได้เห็นวิถีชีวิตของพระที่นั่น รวมทั้งได้ฟังคำสอนของท่าน อาจมีความเข้าใจว่าว่าพุทธศาสนานั้นปฏิเสธความสบาย เพราะแม้แต่อาหารก็ฉันเพียงมื้อเดียว ไฟฟ้าก็ไม่ต่อเข้ามา แถมยังสร้างกุฎิในป่าลึกดูน่าอันตราย

 

ความจริงแล้ว พุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธความสบาย กลับเห็นว่าความสบายเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ชีวิตเป็นสุข เมื่อพระพุทธองค์ตรัสสอนเรื่อง “อายุวัฒนธรรม” หรือธรรมที่ส่งเสริมสุขภาพและช่วยให้อายุยืน ธรรมที่พระพุทธองค์ทรงยกมาเป็นข้อแรกก็คือ “สัปปายการี” ได้แก่ การทำสิ่งที่สบาย หรือการทำตนให้สบาย ในหมวดธรรมว่าด้วย “กามโภคี” หรือผู้ครองเรือน พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญผู้ที่นอกจากแสวงหาทรัพย์โดยชอบธรรมแล้ว ยังรู้จักเลี้ยงตนให้อิ่มหนำเป็นสุขและสบาย ขณะเดียวกันทรงตำหนิคนรวยที่ตระหนี่ แม้กระทั่งอาหารก็กินอย่างกระเบียดกระเสียร หรือทำตัวให้ลำบาก เพราะเสียดายทรัพย์ 
 
อย่างไรก็ตาม การที่พุทธศาสนาให้ความสำคัญแก่ความสบาย ไม่ใช่เพราะว่ามันดีโดยตัวมันเอง หากแต่เป็นเพราะว่าความสบายนั้นเป็นสิ่งที่เกื้อกูลต่อชีวิต ช่วยให้ชีวิตเจริญงอกงามและเข้าถึงความสุขที่ประณีตลึกซึ้ง ตรงนี้ต้องอธิบายก่อนว่าความสุขของคนเรานั้นมีสี่ประเภทได้แก่ 
 
1. ความสุขทางกาย หรือความสุขจากการเสพและการใช้ทรัพย์ 
 
2. ความสุขทางศีล หรือความสุขจากการมีพฤติกรรมดีงาม และมีสัมพันธภาพที่ราบรื่นกับผู้อื่น 
 
3. ความสุขทางจิต เช่น เกิดปีติ มีสมาธิ ผ่อนคลาย ปลอดโปร่ง 
 
4. ความสุขทางปัญญา หรือความสุขเนื่องจากความรู้แจ้งในสัจธรรม จนเป็นอิสระหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง 
 
พุทธศาสนาถือว่าความสบายหรือความสุขทางกาย จะต้องเป็นไปเพื่อเกื้อกูลความสุขสามประเภทหลัง หรือทำให้พฤติกรรม (ศีล) จิต และปัญญา เจริญงอกงามขึ้น เช่น เมื่อมีความเป็นอยู่ผาสุกและสบายแล้ว ก็ควรช่วยเหลือผู้อื่น ด้วยการให้ทานแก่ผู้ยากไร้ บริจาคทรัพย์ให้แก่ส่วนรวม หรือสละเวลามาทำประโยชน์แก่สังคม พร้อมกันนั้นก็ใช้ความสะดวกสบายนั้นเพื่อการบำเพ็ญภาวนาทางจิตและปัญญา กล่าวคือเมื่อความจำเป็นในการทำมาหากินลดน้อยลง ก็มีเวลาให้แก่การทำสมาธิภาวนามากขึ้น หรือใช้อาคารบ้านเรือนที่สะดวกสบายนั้นเป็นประโยชน์แก่การเจริญกรรมฐาน ในหมวดธรรมว่าด้วย “สัปปายะ” หรือความสบายทั้ง 7 ประการนั้น (เช่น ที่อยู่ซึ่งไม่พลุกพล่าน แหล่งอาหารที่ไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไป อาหารที่เหมาะกับร่างกาย) จะเห็นได้ว่าล้วนเป็นไปเพื่อการบำเพ็ญภาวนาโดยตรง 
 
กล่าวอีกนัยหนึ่ง พุทธศาสนาไม่สรรเสริญการถือเอาความสบายเป็นเป้าหมาย หรือหยุดแค่ความสบาย แต่จะต้องก้าวต่อไปโดยใช้ความสบายนั้นให้เกิดประโยชน์ คนที่หยุดแค่ความสบายแล้ว ไม่ทำอะไรต่อจัดว่าเป็นคนขี้เกียจ ตรงนี้เป็นประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัด เพราะมีความเข้าใจในหมู่คนทั่วไปว่าเมื่อสบายแล้วไม่ทำอะไรต่อ ถือว่า “สันโดษ” ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่พุทธศาสนาสรรเสริญ 
 
ความจริงแล้ว สันโดษในพุทธศาสนา (ความพอใจในสิ่งที่ได้มาโดยชอบธรรม) นั้น มีเป้าหมายเพื่อให้รู้จักพอในความสบายทางกาย หรือรู้จักพอในการเสพ เพื่อจะได้เอาเวลาและกำลัง (ทั้งกาย ทรัพย์ ปัญญา) ไปใช้ในการทำสิ่งดีงามที่เรียกว่า “กุศลธรรม” ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป กล่าวโดยสรุปก็คือ ทรงสอนให้สันโดษในทรัพย์หรือสิ่งเสพ แต่ไม่ให้สันโดษในกุศลธรรม 
 
ตรงนี้เป็นข้อที่แตกต่างอย่างสำคัญระหว่างพุทธศาสนากับลัทธิบริโภคนิยม บริโภคนิยมนั้นถือว่าความสบายเป็นเป้าหมายในตัวมันเอง ยิ่งสบายเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น และจะไม่หยุดดิ้นรนแสวงหาหากมีสิ่งอื่นที่สบายกว่า ถึงจะมีเสื้อเนื้อประณีตหลายตัวแล้วก็ยังไม่พอใจ เพราะมีเสื้อที่นุ่มเนียนกว่านั้นวางขายอยู่ มีโทรศัพท์มือถือที่รวดเร็วทันใจแล้วก็ยังไม่พอใจ เพราะมีรุ่นใหม่ที่พูดคุยได้โดยไม่ต้องกดหมายเลข มีรถที่ขับสบายอยู่แล้วก็ยังไม่พอใจ เพราะรุ่นใหม่ที่เพิ่งออกมาขับสบายกว่านั้นอีก ในขณะที่พุทธศาสนาบอกว่าเราไม่ควรหยุดแค่ความสบายหรือความสุขทางกาย แต่ควรไปให้ถึงความสุขจากศีล จิต และปัญญาที่เจริญงอกงาม บริโภคนิยมก็บอกเช่นกันว่าเราไม่ควรหยุดที่ความสบายในขณะนี้ แต่จะต้องสบายให้มากไปกว่านี้ 
 
ปัญหาก็คือความสบายกับความสุขนั้น บ่อยครั้งก็ไม่ได้ไปด้วยกัน เมื่อเพิ่มความสบายไปถึงจุดหนึ่ง ความสุขก็ลดลง เพราะผลเสียของความสบายนั้นสะสมมากขึ้นจนแสดงตัวออกมา ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ คนที่รักสบาย เอาแต่นั่งๆ นอนๆ หรือทำงานเบาๆ ไม่ยอมออกกำลังกาย ถึงเวลาพักผ่อน ก็นั่งดูโทรทัศน์ ดูไปก็กินขนมขบเคี้ยวไป จะไปไหนมาไหน ก็ไม่ยอมเดินหรือขึ้นบันได แต่ใช้รถกับลิฟต์ ไม่ช้าไม่นานก็จะเจ็บป่วยด้วยโรคนานาชนิด อาทิ โรคหัวใจ โรคอ้วน เบาหวาน ซึ่งเรียกรวมๆ ว่า “โรคขี้เกียจ” ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของทั้งโลกรวมทั้งประทศไทย 
 
แต่นอกจากความทุกข์ทางกายแล้ว ความทุกข์ทางใจก็เพิ่มพูนด้วย เพราะความสบายนั้นต้องอาศัยทรัพย์ ยิ่งอยากสบายมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องมีทรัพย์มากเท่านั้น และเมื่อมีทรัพย์มาก ก็ย่อมเกิดความกังวลเป็นธรรมดา เช่น ต้องคอยหวงแหนทรัพย์ จอดรถราคานับสิบล้านที่แสนสบายไว้ข้างถนน ก็คอยเป็นห่วงว่าจะมีคนมาขโมยหรีอขีดข่วนให้เสียโฉม จะใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ราคาแพงก็ต้องคอยระวังว่าจะมีคนมาวิ่งราวเอาไป ใครจะมายืมก็หวงไม่อยากให้ใช้ ความสัมพันธ์กับเพื่อนก็แย่ลง ยิ่งมีทรัพย์มากเท่าไร ก็ยิ่งเห็นทรัพย์สำคัญกว่าคน อีกทั้งไม่แน่ใจว่าใครเป็นเพื่อนแท้บ้าง จึงหวาดระแวง 
 
ผลก็คือความสัมพันธ์กับผู้คนตกต่ำลง ทำให้มีความทุกข์มากขึ้น ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงการติดยึดความสบาย จนทำทุกอย่างแม้จะผิดศีลก็ตาม เพื่อให้มีทรัพย์มาสนองความสบาย วิถีชีวิตแบบนี้แม้สบายกาย แต่ร้อนรุ่มใจ จึงอยากที่จะมีความสุขได้อย่างแท้จริง 
 
ความสบายหรือความสุขจากทรัพย์จึงมีขีดจำกัด คือมีจุดพอดีของมัน หากเลยจากจุดนั้นไปแล้ว จะทำให้ชีวิตมีความสุขน้อยลง คนที่มีความสุขคือคนที่รู้จักสบายแต่พอดี ด้วยเหตุนี้ในหมวดธรรมว่าด้วยการมีอายุยืน หรือ “อายุวัฒนธรรม” หลังจากที่พระพุทธองค์ตรัสข้อแรกว่าให้รู้จักทำตัวให้สบายแล้ว ได้ตรัสข้อที่สองตามมาว่าให้รู้จักประมาณในความสบาย หาไม่แล้วชีวิตจะไม่เป็นสุขและอายุสั้น 
 
ชีวิตพอเพียงคือชีวิตที่รู้จักสบายแต่พอดี ไม่เพลิดเพลินหมกมุ่นกับความสุขจากสิ่งเสพ หรือมัวแต่แสวงหาทรัพย์และสะสมเงินทองอย่างไม่รู้จักพอ ขณะเดียวกันเมื่อพอเพียงในความสบาย หรือหาทรัพย์ได้พอเพียงแล้ว ก็ไม่หยุดเพียงเท่านั้น แต่หันไปพากเพียรในการสร้างความดีงามหรือความเจริญด้านอื่นๆ ต่อไปให้ยิ่งกว่าเดิม ทั้งในด้านศีล จิต และปัญญา ทั้งในส่วนที่เป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน 
 
เมื่อชีวิตเจริญงอกงามในทางศีล จิต และปัญญา เราก็จะพึ่งวัตถุน้อยลง ธรรมชาติของคนเรานั้นย่อมโหยหาความสุข เมื่อมีความสุขทางใจเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ได้รับความอบอุ่นท่ามกลางกัลยาณมิตรที่เอื้ออาทร ความสุขจากทรัพย์หรือสิ่งเสพก็จะมีความสำคัญน้อยลง ดังนั้น ยิ่งเข้าถึงความสุขทางใจได้มากเท่าไร ความต้องการทรัพย์หรือสิ่งเสพก็จะลดลงมากเท่านั้น 
 
ถึงตรงนี้ความสบายจะพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง คืออิงอาศัยวัตถุสิ่งเสพน้อยลง ดังนั้นแม้จะอยู่บ้านหลังเล็กๆ มีทรัพย์สมบัติไม่มาก หรืออยู่ในป่าที่หลีกเร้น มีบริขารแค่ไม่กี่ชิ้น ก็มีทั้งความสุขและความสบายได้ ยิ่งมีปัญญารู้ชัดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่อาจยึดติดถือมั่นได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน มีเท่าไร ก็ยังสุขและสบายอยู่นั่นเอง เพราะจิตเป็นอิสระและปลอดโปร่งอย่างสิ้นเชิง 
 
นี้ใช่ไหมคือจุดหมายสูงสุดของชีวิตพอเพียง

โดย พระไพศาล วิสาโล

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

ทำบุญ ทำทาน ทำกุศล

เมษายน 18, 2008 at 4:22 am (ธรรมะ)

ถาม ทำบุญอะไร มากและน้อยอย่างไร จึงจะได้บุญมาก

ตอบ ทำบุญอย่างหนึ่ง ทำทานอย่างหนึ่ง ทำกุศลอย่างหนึ่งไม่เหมือนกัน 
 
แต่ลงที่ เจตนาอันเดียวเป็นรากฐาน ทำบุญ นั้น มีเจตนาศรัทธาเป็นทุนก่อน จะมีวัตถุหรือไม่ก็ตาม ศรัทธานั้นเต็มเปี่ยมบริบูรณ์อยู่ในใจแล้ว ยิ่งมีวัตถุสิ่งของเป็นเครื่องแสดงให้ไปก็ยิ่งเพิ่มศรัทธาขึ้นเป็นทวีคูณ นี่เรียกว่า บุญ บุญคือ ความยินดีในสิ่งที่ตนให้แล้วเกิดเต็มเปี่ยมขึ้นมาในใจ 
 
ทำทาน นั้น จะมีเจตนาหรือไม่ก็ตาม 
 
คิดจะให้แล้วก็ให้ไปเลย ไม่ว่าสิ่งของอะไรทั้งหมด ถ้ามีเจตนาศรัทธาเลื่อมใสในบุคคลผู้รับและสิ่งที่ตนให้นั้น หรือเอ็นดูต่อบุคคลผู้รับนั้นแล้วให้ไปเรียกว่า ทาน สมดังคำว่า ทานํ เทติ เทก็หมายความว่า เทให้ ทอดให้ ให้สิ่งของจึงเรียกให้ 
 
 สรุปได้ว่า 

          ทำทาน คือ ให้สิ่งของพัสดุนั้นไม่ว่ามากหรือน้อยหยาบหรือละเอียด ไม่ปรารถนาผลตอบแทน แต่มีเมตตาจิตเป็นพื้นฐาน แม้ที่สุดให้ด้วยแก้ความรำคาญ เรียกว่าทำทาน

         การทำบุญนั้น ต้องมีเจตนาศรัทธาเป็นพื้นฐาน ก็การให้นั่นแหละ เรียกว่า ทำบุญ จะให้สิ่งของอะไรมากและน้อย หยาบและละเอียดก็ตาม ให้แล้วหวังผลตอบแทน เช่น ปรารถนาว่าด้วยอำนาจอานิสงส์ที่ข้าพเจ้าได้ทำบุญแล้วในครั้งนี้ ขอให้ได้มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ เป็นต้น  

การกุศล นั้นคือ ทำบุญทำทานนั่นเอง แต่เป็นกุศโลบายของท่านผู้รู้ทั้งหลายที่จะให้พ้นจากความยากและความหิวทั้งปวงทำไปเพื่อให้ใจผ่องใสสะอาดไม่พึงปรารถนาสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่จิตคิดจะทำภาวนาสมาธิก็เช่นเดียวกัน   
ทำบุญ ทำทาน ทำกุศล ไม่ว่ามากหรือน้อย วัตถุมิใช่ตัวบุญแท้ ตัวบุญแท้มันเกิดที่หัวใจ คือ เจตนาของบุคคลนั้นต่างหาก ถ้าเจตนาศรัทธาในขณะใด ในบุคคลใด ในสถานที่ใด ในที่นั้นๆ ได้บุญมาก ฉะนั้น บุญในพุทธศาสนานี้ คนทำจึงไม่รู้จักหมดจักสิ้นสักที พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาไว้สองพันกว่าปีแล้วว่า ทำบุญได้บุญเช่นไร มาในปัจจุบันนี้หรือในอนาคต ต่อไปก็ได้อย่างนั้นเช่นเคย คนทำบุญมากเท่าไรก็จะได้บุญมากเท่าที่ตนนั้นสามารถจะรับเอาไปได้ เหมือนกับคนนับเป็นหมื่นๆ แสนๆ ถือเทียนมาคนละเล่มไปขอจุดจากผู้ที่มีเทียนที่จุดอยู่แล้ว ย่อมได้แสงสว่างตามที่ตนมีเทียนเล่มโตหรือเล่มเล็ก ส่วนดวงเดิมที่ตนขอจุดต่อนั้นก็ไม่ดับเทียน หลายดวงยิ่งเพิ่มแสงสว่างยิ่งๆ ขึ้นไปอีก 

ที่มา : หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

ลิงค์อ้างถึง 1 ความเห็น

กรมศิลปากร ขึ้นโครงเสาเหล็กพระเมรุ บูรณะพระยานมาศ 3 ลำคาน พร้อมรับมือพายุฤดูร้อนนีโอกูรี

เมษายน 18, 2008 at 4:20 am (ประชาสัมพันธ์)

นายปรารพ เหล่าวานิช รองอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุ สิ่งปลูกสร้างประกอบพิธี และการบูรณะปฏิสังขรณ์ราชรถ พระยานมาศ ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ว่า

จากที่ได้หยุดการดำเนินงานในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 12-16 เมษายนที่ผ่านมา วันนี้ผู้รับผิดชอบได้เข้าพื้นที่ดำเนินการสร้างต่อโดยขึ้นโครงเสาเหล็ก 4 ด้านและเชื่อมฐานองค์พระเมรุ ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการนำแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปปูพื้นตามแผนงานที่กำหนดไว้ สำหรับช่างสิบหมู่จะขนอุปกรณ์งานตกแต่งเทวดา สัตว์หิมพานต์ เข้าพื้นที่สนามหลวงในสัปดาห์หน้า และกลุ่มสถาปัตยกรรมจะเข้าไปดำเนินการขยายลายแบบในสัปดาห์ถัดไป

รองอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวอีกว่า ด้านกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขณะนี้ได้ดำเนินการบูรณะพระยานมาศ 3 ลำคาน 2 องค์ ทำความสะอาดลวดลายประดับฐานซึ่งเป็นรูปครุฑ เทพพนม ฐานสิงห์ และกระจกสี สำหรับการที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่า พายุฤดูร้อนนีโอกูรี ที่ผ่านเข้ามาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะก่อให้เกิดฝนตกหนักและเกรงว่าการสร้างพระเมรุจะมีอุปสรรคนั้น ทางกรมศิลปากรได้วางแผนงานไว้แล้ว โดยใช้อาคารชั่วคราว 3 หลังทำงานทั้งในส่วนขยายลายแบบ ฉลุลายพระโกศจันทน์ และอื่นๆ

 


 

ที่มา : สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

คบเพลิงโอลิมปิก 2008 ถึงไทยแล้ว ท่ามกลางการต้อนรับอย่างสมเกียรติ

เมษายน 18, 2008 at 4:18 am (กีฬา)

เมื่อเวลา เวลา 02.20 น.ที่ผ่านมา คบเพลิงโอลิมปิก 2008 ได้เดินทางถึงท่าอากาศยานกองบัญชาการทหารอากาศ หรือ บน.6 แล้ว ด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำพิเศษ Air Bus 330-200 สายการบินไชน่า แอร์ไลน์ ที่ตกแต่งเป็นสัญลักษณ์ของการแข่งขันโอลิมปิก โดยมีนายเจียเซี่ย หยู รองประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2008 เป็นผู้ถือคบเพลิงลงจากเครื่องบิน พร้อมคณะกรรมการโอลิมปิกของจีน หรือ โบก๊อก กว่า150 คน

ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นและสมเกียรติจาก พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย, พลตรีจารึก อารีราชการัณย์ เลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย และนายจาง จิ่ว หวน เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย รวมทั้งคนจีนที่อยู่ในประเทศไทยกว่า 70 คน

พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา กล่าวว่า นายเจีย เซี่ย หยู รู้สึกสบายใจที่คบเพลิงโอลิมปิก 2008 เดินทางถึงประเทศไทย เพราะเชื่อว่าเหตุการณ์รุนแรงจะไม่เกิดขึ้น เหมือนในหลายประเทศที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามเพื่อความไม่ประมาท ช่วงสายวันนี้ พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี จะประชุมหน่วยงานด้านการข่าวอีกครั้ง ก่อนที่จะมีการวิ่งคบเพลิงในวันพรุ่งนี้(19 เม.ย.)

ด้านนายเจีย เซี่ย หยู รองประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2008 ก็เชื่อมั่นว่า ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมานานระหว่างไทย-จีน จะทำให้การวิ่งคบเพลิงโอลิมปิกในประเทศไทย สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ขณะที่พลตรีจารึก อารีราชการัณย์ เปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้แผนการวิ่งยังคงเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ก็ได้เตรียมแผนสำรองหากเกิดเหตุฉุกเฉิน และจะแก้ปัญหาด้วยความละมุนละม่อม

จากนั้นคบเพลิงโอลิมปิก ได้ถูกนำไปไว้ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี ถนนวิทยุ ก่อนกำหนดให้มีการวิ่งคบเพลิงฯ ตามเส้นทางในพื้นที่กรุงเทพฯ วันพรุ่งนี้(19 เม.ย.) และช่วงเย็นวันนี้ เวลา 18.00 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จฯ ทรงเป็นประธานในงานเลี้ยงรับรอง ณ ริมน้ำธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ ซึ่งจะถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ NBT

สำหรับการวิ่งคบเพลิงจะเริ่มเวลา 15.00 น. วันพรุ่งนี้(19 เม.ย.) ที่ วงเวียนซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา ไปตามเส้นทางถนนเยาวราช ถนนเจริญกรุง ถนนราชดำเนิน ถนนศรีอยุธยา ถนนราชวิถี ถนนอู่ทองใน และสิ้นสุดที่บริเวณลานพระราชวังดุสิต หรือ พระบรมรูปทรงม้า รวมระยะทางประมาณ 10.6 กิโลเมตร

หลังเสร็จสิ้นภารกิจการวิ่งคบเพลิงในประเทศไทย คณะกรรมการโอลิมปิกของจีน หรือโบก็อก จะนำคบเพลิงโอลิมปิกเดินทางออกจากประเทศไทยในเวลา 23.30 น. คืนนี้ เพื่อเดินทางต่อไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยสายการบินเดิม ที่ท่าอากาศยาน บน.6

 


 

ที่มา : สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

ผู้ประกอบการข้าวถุงเอกชน 6 ราย พร้อมใจปรับลดราคาขายข้าวขาว-หอมมะลิ

เมษายน 18, 2008 at 4:12 am (ประชาสัมพันธ์)

ผู้ประกอบการข้าวถุงเอกชน 6 ราย พร้อมใจปรับลดราคาจำหน่ายข้าวขาวและหอมมะลิ วางจำหน่ายในคาร์ฟูทั่วประเทศ ขณะที่กรมการค้าภายใน เผย ยังไม่พบกรณีข้าวถูกขโมยหรือสูญหาย

นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากปัญหาข้าวที่มีการปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ในส่วนของผู้ประกอบการข้าวถุงภาคเอกชนจำนวนทั้งสิ้น 6 ราย อาทิ เช่น มาบุญครอง เกษตร ลิซ่าไร้ซ์ หงษ์ทอง ดอกบัว และคาร์ฟู ได้ปรับลดราคาข้าวหอมมะลิลงมา โดยจำหน่ายอยู่ที่ 5 กิโลกรัมต่อถุงราคา 139-189 บาท ข้าวขาวอยู่ที่ถุงละ 95-148 บาท พร้อมวางจำหน่ายในห้างคาร์ฟูทุกสาขาทั่วประเทศ โดยทั้งหมดนี้ ถือเป็นการช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนจากราคาที่ปรับลดได้ร้อยละ 5-10

สำหรับการตรวจสอบสต็อกข้าวของรัฐบาลจากทั้งหมดปริมาณ 2.1 ล้านตันนั้น อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่องค์การคลังสินค้าออกตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเขตพื้นที่สีแดง ซึ่งขณะนี้ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะจากการตรวจสอบเป็นจำนวนทั้งสิ้น 1.9 ล้านตัน ปริมาณข้าวทั้งหมดยังมีอยู่ครบ และไม่มีการถูกลักขโมยแต่อย่างใด ทั้งนี้คาดว่าภายใน 2-3 วัน จะสามารถสรุปผลทั้งหมดจากการตรวจสอบสต็อกข้าวของรัฐบาลในครั้งนี้ได้

 

ผู้สื่อข่าว : กนกวรรณ มณีแสงสาคร

Rewriter : สุนันทา สุขสุมิตร


ที่มา : thainews

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

ดื่มน้ำ…เพื่อสุขภาพ

เมษายน 18, 2008 at 4:05 am (สุขภาพ)

 

การดื่มน้ำเมื่อท้องว่าง 

 

การดื่มน้ำเมื่อท้องว่างผ่านกระเพาะอาหาร เพื่อรักษาสุขภาพที่ดี ในประเทศญี่ปุ่นทุกวันนี้ เป็นที่นิยมดื่มน้ำทันที หลังจากตื่นนอนตอนเช้า (ก่อนแปรงฟัน) เพื่อการรักษาสุขภาพที่ดี มีการทดรองทางวิทยาศาสตร์ พบว่าน้ำสามารถใช้ชะลอความแก่ และสามารถบำบัดรักษาโรคเหล่านี้ได้ผล 100% (แบบค่อยเป็นค่อยไป ต้องใช้ระยะเวลา) ปวดหัว ปวดตามตัว โรคระบบหัวใจ โรคไขข้ออักเสบ โรคหัวใจเต้นเร็ว โรคลมบ้าหมู โรคอ้วน โรคหลอดลมอักเสบ โรคหืด วัณโรค อาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไขสันหลังอักเสบ โรคไตและยูริก โรคแสลงคลื่นไส้ต่างๆ โรคกระเพาะ โรคท้องร่วง โรคริดสีดวงทวาร โรคเบาหวาน โรคอาการท้องผูก โรคตา โรคภายในสตรี มะเร็ง รอบเดือนไม่ปกติ โรคคอ หู จมูก 

 

วิธีการปฏิบัติ 

 

1. ตื่นนอนตอนเช้า ก่อนแปรงฟัน ให้ดื่มน้ำ 4 แก้ว ( 640 ซีซี ) 

2. หลังจากนั้นสามารถและล้างหน้าอาบน้ำได้ แต่ต้องไม่ดื่ม หรือรับประทานอะไร จนกว่า 45 นาทีผ่านไป จึงจะรับประทานได้ตามปกติ 

3. หลังรับประทานอาหารเช้า กลางวัน เย็น ไปแล้ว 15 นาที ไม่ควรดื่มน้ำหรือรับประทานอะไร จนกว่า 2 ชั่วโมงผ่านไป 

4. ผู้ป่วย หรือคนชรา ที่ไม่สามารถดื่มน้ำ 4 แก้ว ก็ให้ค่อยๆ ดื่ม ค่อยเป็นค่อยไปเรื่อยๆ จนได้ครบ 4 แก้ว 

 

ข้อปฏิบัติ 4 ข้อดังกล่าว จะทำให้ท่านบำบัดรักษาโรคที่เป็นอยู่ค่อยๆเบาและหายขาดได้ในที่สุด ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่อาจปัสสาวะบ่อยขึ้น แลหลังดื่มน้ำไปแล้วประมาณ 1-2 ชั่วโมง จะปวดปัสสาวะ 

 

จากสถิติข้อมูลโรคที่บำบัดรักษา ทำให้หายได้ภายในเวลา ดังนี้ 

 

1. โรคความดันโลหิตสูง 30 วัน 

2. โรคกระเพาะ 10 วัน 

3. โรคเบาหวาน 30 วัน 

4. โรคท้องผูก 10 วัน 

5. โรคมะเร็ง 180 วัน 

6. โรควัณโรค 90 วัน 

7. โรคไขข้ออักเสบจะเห็นผลภายใน 3 วัน

 

ที่มา : teenee

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

เคล็ดลับของการคุมน้ำหนัก: นอนให้พอดี

เมษายน 17, 2008 at 8:43 am (สุขภาพ)

นักวิจัยการนอนได้ตีพิมพ์ผลการวิจัยลงในวารสารการนอน (Journal Sleep) แสดงความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักตัว กับระยะเวลานอนในแต่ละคืน โดยทำการวิจัยในกลุ่มประชากรที่มีอายุระหว่าง 21 ถึง 64 ปี จำนวน 276 คน โดยทำการชั่งน้ำหนักไว้ก่อนเริ่มทำการศึกษา แล้วทำการติดตามน้ำหนักตัวเมื่อเวลาผ่านไป 6 ปี

ผู้วิจัยพบว่า กลุ่มที่ใช้เวลานอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2 กิโลกรัม เมื่อเปรียบเทียบกับ กลุ่มที่นอน 8 ชั่วโมงต่อวัน และกลุ่มที่ใช้เวลานอนเกิน 9 ชั่วโมงต่อวันก็มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากขึ้นเฉลี่ย 1.58 กิโลกรัม

นอกจากนี้ผู้วิจัยยังพบอีกว่า คนที่นอนน้อยมีความเสี่ยงที่จะได้น้ำหนักตัวเพิ่ม 5 กิโลกรัมในเวลา 6 ปี เพิ่มขึ้น 35% ส่วนคนที่นอนเยอะเกินก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 25%

ผู้วิจัยสันนิษฐานว่าความสัมพันธ์ของน้ำหนักตัวกับระยะเวลาการนอนนี้ เกิดจากการนอนนั้นมีผลต่อวงจรการหลั่งฮอร์โมนที่มีความสำคัญต่อความรู้สึกหิวหรืออิ่ม

ใครว่านอนเยอะแล้วจะขึ้นอืด นอนน้อยก็ขึ้นอืดได้เหมือนกันครับ

ที่มา: บทคัดย่อของการวิจัย The Association Between Sleep Duration and Weight Gain in Adults: A 6-Year Prospective Study from the Quebec Family Study

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

ฤทธิ์ยาแก้ปวด: ยิ่งแพงยิ่งหายปวด

เมษายน 17, 2008 at 8:42 am (สุขภาพ)

ในท้องตลาดเรามักจะเห็นยาแก้ปวดหลากหลายชนิด มีราคาต่างกันออกไปตามความเก่าใหม่ของยา ส่วนใหญ่ยาที่ออกมาใหม่ ๆ มักมีราคาแพงกว่ายาที่ใช้มาเป็นเวลานานแล้ว ซึ่งบริษัทยาก็โฆษณาว่า ยาตัวใหม่สามารถแก้ปวดได้ดีกว่ายาตัวเก่าเสมอ

ในวารสาร Journal of The American Medical Association ฉบับวันที่ 5 มีนาคม 2008 ได้ตีพิมพ์การศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์การแก้ปวดกับราคายาที่คนไข้รับรู้ โดยทำการศึกษาในคนปกติ 82 คน โดยครึ่งหนึ่งให้กินยาหลอกที่ไม่มีผลใด ๆ ต่อการลดอาการปวด (Placebo = เม็ดแป้งธรรมดา) โดยได้รับข้อมูลว่าเป็นยาแก้ปวดขนานใหม่ที่มีราคา $2.50 ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็ให้กินยาหลอกตัวเดียวกัน แต่บอกว่า ยาถูกลดราคาลงมาเหลือ $0.10 แล้วนำกลุ่มทดลองทั้งสองกลุ่มไปทดสอบให้คะแนนระดับความเจ็บปวด (visual analog scale) ตั้งแต่ 0 (ไม่ปวดเลย)-100 (ปวดมากที่สุด) โดยการช็อตด้วยไฟฟ้าในปริมาณที่มากขึ้นเรื่อย ๆ จนทนไม่ได้

ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มที่รับรู้ว่ายาแก้ปวดมีราคา $2.50 สามารถลดระดับความเจ็บปวดหลังจากกินยาได้ 85.4% ในขณะที่กลุ่มที่รับรู้ว่ายามีราคา $0.10 ลดระดับความเจ็บปวดลงได้เพียง 61%

การวิจัยนี้ผู้วิจัยก็เลยสรุปผลว่า การรักษาความเจ็บปวดนั้นจะได้ผลดีหรือไม่ส่วนนึงขึ้นอยู่กับความคาดหวังของคนไข้ ซึ่งก็เป็นไปตามความเชื่อที่ว่ายาที่แพงกว่าจะมีฤทธิ์แก้ปวดที่ดีกว่า ทำให้เรามีแนวโน้มจะหันไปหายาแพง ๆ ที่ออกมาใหม่ ๆ มาใช้รักษาอาการปวด และบริษัทผู้ผลิตยาก็สามารถขายยาใหม่ได้เรื่อย ๆ ในราคาที่สูงกว่ายาเก่า

ที่มา Commercial Features of Placebo and Therapeutic Efficacy Rebecca L. Waber; Baba Shiv; Ziv Carmon; Dan Ariely JAMA. 2008;299(9):1016-1017. จาก Journal of The American Medical Association

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

กล้องอัตโนมัติตรวจจับการฝ่าไฟแดง (Red Light Camera): ใครได้ประโยชน์?

เมษายน 17, 2008 at 8:39 am (จิมปาทะ)

วันนี้ได้ยินข่าวในโทรทัศน์ว่า กำลังจะมีการนำเอากล้องอัตโนมัติสำหรับตรวจจับการขับรถฝ่าไฟแดง (Red Light Camera) แบบที่ใช้ในต่างประเทศมาใช้ในสี่แยกหลาย ๆ จุดทั่วกรุงเทพฯ แล้วก็ทำการส่งภาพถ่ายทะเบียนรถที่ฝ่าไฟแดงไปยังเจ้าของรถเพื่อเก็บค่าปรับครับ

ดู ๆ ไปก็น่าจะมีประโยชน์ดี ทำให้คนฝ่าไฟแดงน้อยลง มิใช่หรือ???

เมื่อไม่นานมานี้ได้มีงานวิจัยของ Florida Public Health Review ที่เพิ่งออกมาใหม่ เป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลการใช้ Red Light Camera ในรัฐฟลอริด้า รวมทั้งในที่อื่น ๆ ด้วย

ผลสรุปออกมาค่อนข้างน่าตกใจว่า การใช้ Red Light Camera นั้นมีผลทำให้ เกิดอุบัติเหตุมากขึ้น โดย

  • เพิ่มอุบัติการณ์ของอุบัติเหตุชนกันมากขึ้น 16-40%
  • การชนกันด้านข้าง (angle crashes) เพิ่มขึ้น 20%
  • การชนท้าย (rear crashes) เพิ่มขึ้น 42%

สาเหตุที่อุบัติเหตุเพิ่มขึ้น ผู้วิจัยได้ให้เหตุผลว่า

  • คนขับเหยียบเบรคกะทันหัน เพราะไม่อยากเสียค่าปรับ (คันหลังเบรคไม่ทัน – ชน)
  • ประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น ซึ่งปฏิกิริยาการตอบสนองไม่เร็วเท่ากับคนอายุน้อย

ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมรัฐผู้ออกกฎระเบียบยังมีความต้องการนำ Red Light Camera มาใช้อยู่ ผู้วิจัยให้เหตุผลว่า รัฐรวยขึ้น จากการได้เงินค่าปรับมากขึ้น เพราะการฝ่าไฟแดงส่วนใหญ่ (เกือบ 80%) เกิดขึ้นในช่วงวินาทีแรกหลังการเปลี่ยนเป็นไฟแดง ซึ่งตาเปล่ามองไม่เห็น – ต้องตัดสินด้วยภาพถ่าย ตัวอย่างใน San Diego, California เก็บเงินจาก Red Light Camera ได้ $18 ล้าน ในเวลา 18 เดือน จนมีการนำไปสู่การกล่าวหาว่ามีการลดช่วงเวลาของไฟเหลืองลง เพื่อให้คนฝ่าไฟแดง (ผ่าแปด) มากขึ้น ในขณะเดียวกันการเก็บตัวเลขฝ่ายรัฐก็สามารถประกาศได้ว่า การฝ่าไฟแดงลดลง แต่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นที่อู่ซ่อมรถ โรงพยาบาล และบริษัทเช่ารถ ไม่ได้ถูกนำมาคำนวณ

บริษัทประกันก็สนับสนุนการใช้ Red Light Camera ทั้ง ๆ ที่ทำให้มีอุบัติเหตุมากขึ้น เพราะว่า ถ้าอุบัติเหตุเกิดน้อยก็เก็บเบี้ยประกันภัยได้น้อย ยิ่งอุบัติเหตุเยอะ ยิ่งเก็บเบี้ยได้แพง

ในงานนี้ผู้วิจัยได้สรุปว่า การที่จะลดอุบัติเหตุได้ในระยะยาวนั้น ควรจะเป็นการแก้ไขด้านวิศวกรรมมากกว่า โดยเสนอแนะให้

  • พัฒนาความชัดเจนของระบบไฟจราจร สิ่งกีดขวางสายตา (อันนี้ กทม. ทำแล้ว — อัจฉริยะ!)
  • ดูทิศทางของแสงแดดที่จะส่องเข้าตาผู้ขับขี่
  • กำหนดระยะเวลาของไฟเหลืองให้เหมาะสม (ไม่สั้นจนเกินไป)
  • เพิ่มช่วงเวลาหยุดพักสั้น ๆ หลังขึ้นไฟแดง
  • ป้ายเตือนบอกทางแยก
  • กำหนดระยะเวลาการเปลี่ยนไฟจราจรให้เหมาะสมกับสภาพจราจร

หลังจากที่ทำสิ่งเหล่านี้แล้วค่อยนำ Red Light Camera มาใช้ “ประกอบ” การพิจารณา

ไม่รู้ว่ามีผู้ใหญ่ในบ้านเราอ่าน blognone บ้างหรือเปล่า

ที่มา ตามไปอ่านฉบับเต็มที่นี่: Red Light Running Cameras: Would Crashes, Injuries and Automobile Insurance Rates Increase If They Are Used in Florida? (pdf)

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

« Previous page · Next page »