Windows Vista SP1 เร็วกว่าของเดิมจนรู้สึกได้
หลังจากที่ผู้เขียนได้ทดลองใช้งาน Windows Vista SP1 มาเป็นเวลาพอสมควร ประกอบกับได้สอบถาม ไปยังบรรณาธิการท่านอื่นๆ ที่ใช้ SP1 เหมือนกัน ต่างก็มีความเห็นตรงกันว่า “เร็วกว่าเดิมจนรู้สึกได้จริงๆ” นอกจากนี้ปัญหาการแฮงค์ไร้สาระก็แทบไม่มีให้เห็นเลย เรียกได้ว่าทางไมโครซอฟต์แก้มือมาถูกทาง แต่ก่อนที่ผู้อ่านจะหันมาใช้ Windows Vista SP1 นั้น ผู้เขียนก็ขอบอกถึงความเปลี่ยนแปลงคร่าวๆ กันก่อน เพื่อจะได้ติดสินใจอัพเกรดคอมพิวเตอร์ไปใช้ Windows Vista SP1 ที่จะเปิดให้ดาวน์โหลดกันประมาณกลางเดือนมีนาคมนี้เป็นต้นไป

ที่มา : http://www.techxcite.com/
———————————
แต่บางที่ WindowsVista SP1 ก็สามารถทำให้คนที่ใช้ของปลอมเศ้ราได้เหมือนกัน และกันถ่ายดอนข้อมูลบางอย่างช้าจนน่ากลัว
พอเพียงแค่ไหนถึงจะเพียงพอ
ใครที่ไปเยือนวัดป่าซึ่งตั้งในถิ่นทุรกันดาร และได้เห็นวิถีชีวิตของพระที่นั่น รวมทั้งได้ฟังคำสอนของท่าน อาจมีความเข้าใจว่าว่าพุทธศาสนานั้นปฏิเสธความสบาย เพราะแม้แต่อาหารก็ฉันเพียงมื้อเดียว ไฟฟ้าก็ไม่ต่อเข้ามา แถมยังสร้างกุฎิในป่าลึกดูน่าอันตราย

โดย พระไพศาล วิสาโล
ทำบุญ ทำทาน ทำกุศล
ถาม ทำบุญอะไร มากและน้อยอย่างไร จึงจะได้บุญมาก

ทำทาน คือ ให้สิ่งของพัสดุนั้นไม่ว่ามากหรือน้อยหยาบหรือละเอียด ไม่ปรารถนาผลตอบแทน แต่มีเมตตาจิตเป็นพื้นฐาน แม้ที่สุดให้ด้วยแก้ความรำคาญ เรียกว่าทำทาน
การทำบุญนั้น ต้องมีเจตนาศรัทธาเป็นพื้นฐาน ก็การให้นั่นแหละ เรียกว่า ทำบุญ จะให้สิ่งของอะไรมากและน้อย หยาบและละเอียดก็ตาม ให้แล้วหวังผลตอบแทน เช่น ปรารถนาว่าด้วยอำนาจอานิสงส์ที่ข้าพเจ้าได้ทำบุญแล้วในครั้งนี้ ขอให้ได้มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ เป็นต้น
ที่มา : หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
กรมศิลปากร ขึ้นโครงเสาเหล็กพระเมรุ บูรณะพระยานมาศ 3 ลำคาน พร้อมรับมือพายุฤดูร้อนนีโอกูรี
นายปรารพ เหล่าวานิช รองอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุ สิ่งปลูกสร้างประกอบพิธี และการบูรณะปฏิสังขรณ์ราชรถ พระยานมาศ ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ว่า

จากที่ได้หยุดการดำเนินงานในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 12-16 เมษายนที่ผ่านมา วันนี้ผู้รับผิดชอบได้เข้าพื้นที่ดำเนินการสร้างต่อโดยขึ้นโครงเสาเหล็ก 4 ด้านและเชื่อมฐานองค์พระเมรุ ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการนำแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปปูพื้นตามแผนงานที่กำหนดไว้ สำหรับช่างสิบหมู่จะขนอุปกรณ์งานตกแต่งเทวดา สัตว์หิมพานต์ เข้าพื้นที่สนามหลวงในสัปดาห์หน้า และกลุ่มสถาปัตยกรรมจะเข้าไปดำเนินการขยายลายแบบในสัปดาห์ถัดไป
รองอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวอีกว่า ด้านกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขณะนี้ได้ดำเนินการบูรณะพระยานมาศ 3 ลำคาน 2 องค์ ทำความสะอาดลวดลายประดับฐานซึ่งเป็นรูปครุฑ เทพพนม ฐานสิงห์ และกระจกสี สำหรับการที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่า พายุฤดูร้อนนีโอกูรี ที่ผ่านเข้ามาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะก่อให้เกิดฝนตกหนักและเกรงว่าการสร้างพระเมรุจะมีอุปสรรคนั้น ทางกรมศิลปากรได้วางแผนงานไว้แล้ว โดยใช้อาคารชั่วคราว 3 หลังทำงานทั้งในส่วนขยายลายแบบ ฉลุลายพระโกศจันทน์ และอื่นๆ
ที่มา : สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์
คบเพลิงโอลิมปิก 2008 ถึงไทยแล้ว ท่ามกลางการต้อนรับอย่างสมเกียรติ
เมื่อเวลา เวลา 02.20 น.ที่ผ่านมา คบเพลิงโอลิมปิก 2008 ได้เดินทางถึงท่าอากาศยานกองบัญชาการทหารอากาศ หรือ บน.6 แล้ว ด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำพิเศษ Air Bus 330-200 สายการบินไชน่า แอร์ไลน์ ที่ตกแต่งเป็นสัญลักษณ์ของการแข่งขันโอลิมปิก โดยมีนายเจียเซี่ย หยู รองประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2008 เป็นผู้ถือคบเพลิงลงจากเครื่องบิน พร้อมคณะกรรมการโอลิมปิกของจีน หรือ โบก๊อก กว่า150 คน

ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นและสมเกียรติจาก พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย, พลตรีจารึก อารีราชการัณย์ เลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย และนายจาง จิ่ว หวน เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย รวมทั้งคนจีนที่อยู่ในประเทศไทยกว่า 70 คน
พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา กล่าวว่า นายเจีย เซี่ย หยู รู้สึกสบายใจที่คบเพลิงโอลิมปิก 2008 เดินทางถึงประเทศไทย เพราะเชื่อว่าเหตุการณ์รุนแรงจะไม่เกิดขึ้น เหมือนในหลายประเทศที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามเพื่อความไม่ประมาท ช่วงสายวันนี้ พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี จะประชุมหน่วยงานด้านการข่าวอีกครั้ง ก่อนที่จะมีการวิ่งคบเพลิงในวันพรุ่งนี้(19 เม.ย.)
ด้านนายเจีย เซี่ย หยู รองประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2008 ก็เชื่อมั่นว่า ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมานานระหว่างไทย-จีน จะทำให้การวิ่งคบเพลิงโอลิมปิกในประเทศไทย สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
ขณะที่พลตรีจารึก อารีราชการัณย์ เปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้แผนการวิ่งยังคงเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ก็ได้เตรียมแผนสำรองหากเกิดเหตุฉุกเฉิน และจะแก้ปัญหาด้วยความละมุนละม่อม
จากนั้นคบเพลิงโอลิมปิก ได้ถูกนำไปไว้ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี ถนนวิทยุ ก่อนกำหนดให้มีการวิ่งคบเพลิงฯ ตามเส้นทางในพื้นที่กรุงเทพฯ วันพรุ่งนี้(19 เม.ย.) และช่วงเย็นวันนี้ เวลา 18.00 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จฯ ทรงเป็นประธานในงานเลี้ยงรับรอง ณ ริมน้ำธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ ซึ่งจะถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ NBT
สำหรับการวิ่งคบเพลิงจะเริ่มเวลา 15.00 น. วันพรุ่งนี้(19 เม.ย.) ที่ วงเวียนซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา ไปตามเส้นทางถนนเยาวราช ถนนเจริญกรุง ถนนราชดำเนิน ถนนศรีอยุธยา ถนนราชวิถี ถนนอู่ทองใน และสิ้นสุดที่บริเวณลานพระราชวังดุสิต หรือ พระบรมรูปทรงม้า รวมระยะทางประมาณ 10.6 กิโลเมตร
หลังเสร็จสิ้นภารกิจการวิ่งคบเพลิงในประเทศไทย คณะกรรมการโอลิมปิกของจีน หรือโบก็อก จะนำคบเพลิงโอลิมปิกเดินทางออกจากประเทศไทยในเวลา 23.30 น. คืนนี้ เพื่อเดินทางต่อไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยสายการบินเดิม ที่ท่าอากาศยาน บน.6
ที่มา : สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์
ผู้ประกอบการข้าวถุงเอกชน 6 ราย พร้อมใจปรับลดราคาขายข้าวขาว-หอมมะลิ
ผู้ประกอบการข้าวถุงเอกชน 6 ราย พร้อมใจปรับลดราคาจำหน่ายข้าวขาวและหอมมะลิ วางจำหน่ายในคาร์ฟูทั่วประเทศ ขณะที่กรมการค้าภายใน เผย ยังไม่พบกรณีข้าวถูกขโมยหรือสูญหาย

นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากปัญหาข้าวที่มีการปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ในส่วนของผู้ประกอบการข้าวถุงภาคเอกชนจำนวนทั้งสิ้น 6 ราย อาทิ เช่น มาบุญครอง เกษตร ลิซ่าไร้ซ์ หงษ์ทอง ดอกบัว และคาร์ฟู ได้ปรับลดราคาข้าวหอมมะลิลงมา โดยจำหน่ายอยู่ที่ 5 กิโลกรัมต่อถุงราคา 139-189 บาท ข้าวขาวอยู่ที่ถุงละ 95-148 บาท พร้อมวางจำหน่ายในห้างคาร์ฟูทุกสาขาทั่วประเทศ โดยทั้งหมดนี้ ถือเป็นการช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนจากราคาที่ปรับลดได้ร้อยละ 5-10
สำหรับการตรวจสอบสต็อกข้าวของรัฐบาลจากทั้งหมดปริมาณ 2.1 ล้านตันนั้น อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่องค์การคลังสินค้าออกตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเขตพื้นที่สีแดง ซึ่งขณะนี้ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะจากการตรวจสอบเป็นจำนวนทั้งสิ้น 1.9 ล้านตัน ปริมาณข้าวทั้งหมดยังมีอยู่ครบ และไม่มีการถูกลักขโมยแต่อย่างใด ทั้งนี้คาดว่าภายใน 2-3 วัน จะสามารถสรุปผลทั้งหมดจากการตรวจสอบสต็อกข้าวของรัฐบาลในครั้งนี้ได้
ผู้สื่อข่าว : กนกวรรณ มณีแสงสาคร
Rewriter : สุนันทา สุขสุมิตร
ที่มา : thainews
ดื่มน้ำ…เพื่อสุขภาพ

ที่มา : teenee
เคล็ดลับของการคุมน้ำหนัก: นอนให้พอดี
นักวิจัยการนอนได้ตีพิมพ์ผลการวิจัยลงในวารสารการนอน (Journal Sleep) แสดงความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักตัว กับระยะเวลานอนในแต่ละคืน โดยทำการวิจัยในกลุ่มประชากรที่มีอายุระหว่าง 21 ถึง 64 ปี จำนวน 276 คน โดยทำการชั่งน้ำหนักไว้ก่อนเริ่มทำการศึกษา แล้วทำการติดตามน้ำหนักตัวเมื่อเวลาผ่านไป 6 ปี
ผู้วิจัยพบว่า กลุ่มที่ใช้เวลานอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2 กิโลกรัม เมื่อเปรียบเทียบกับ กลุ่มที่นอน 8 ชั่วโมงต่อวัน และกลุ่มที่ใช้เวลานอนเกิน 9 ชั่วโมงต่อวันก็มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากขึ้นเฉลี่ย 1.58 กิโลกรัม
นอกจากนี้ผู้วิจัยยังพบอีกว่า คนที่นอนน้อยมีความเสี่ยงที่จะได้น้ำหนักตัวเพิ่ม 5 กิโลกรัมในเวลา 6 ปี เพิ่มขึ้น 35% ส่วนคนที่นอนเยอะเกินก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 25%
ผู้วิจัยสันนิษฐานว่าความสัมพันธ์ของน้ำหนักตัวกับระยะเวลาการนอนนี้ เกิดจากการนอนนั้นมีผลต่อวงจรการหลั่งฮอร์โมนที่มีความสำคัญต่อความรู้สึกหิวหรืออิ่ม
ใครว่านอนเยอะแล้วจะขึ้นอืด นอนน้อยก็ขึ้นอืดได้เหมือนกันครับ
ฤทธิ์ยาแก้ปวด: ยิ่งแพงยิ่งหายปวด
ในท้องตลาดเรามักจะเห็นยาแก้ปวดหลากหลายชนิด มีราคาต่างกันออกไปตามความเก่าใหม่ของยา ส่วนใหญ่ยาที่ออกมาใหม่ ๆ มักมีราคาแพงกว่ายาที่ใช้มาเป็นเวลานานแล้ว ซึ่งบริษัทยาก็โฆษณาว่า ยาตัวใหม่สามารถแก้ปวดได้ดีกว่ายาตัวเก่าเสมอ
ในวารสาร Journal of The American Medical Association ฉบับวันที่ 5 มีนาคม 2008 ได้ตีพิมพ์การศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์การแก้ปวดกับราคายาที่คนไข้รับรู้ โดยทำการศึกษาในคนปกติ 82 คน โดยครึ่งหนึ่งให้กินยาหลอกที่ไม่มีผลใด ๆ ต่อการลดอาการปวด (Placebo = เม็ดแป้งธรรมดา) โดยได้รับข้อมูลว่าเป็นยาแก้ปวดขนานใหม่ที่มีราคา $2.50 ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็ให้กินยาหลอกตัวเดียวกัน แต่บอกว่า ยาถูกลดราคาลงมาเหลือ $0.10 แล้วนำกลุ่มทดลองทั้งสองกลุ่มไปทดสอบให้คะแนนระดับความเจ็บปวด (visual analog scale) ตั้งแต่ 0 (ไม่ปวดเลย)-100 (ปวดมากที่สุด) โดยการช็อตด้วยไฟฟ้าในปริมาณที่มากขึ้นเรื่อย ๆ จนทนไม่ได้
ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มที่รับรู้ว่ายาแก้ปวดมีราคา $2.50 สามารถลดระดับความเจ็บปวดหลังจากกินยาได้ 85.4% ในขณะที่กลุ่มที่รับรู้ว่ายามีราคา $0.10 ลดระดับความเจ็บปวดลงได้เพียง 61%
การวิจัยนี้ผู้วิจัยก็เลยสรุปผลว่า การรักษาความเจ็บปวดนั้นจะได้ผลดีหรือไม่ส่วนนึงขึ้นอยู่กับความคาดหวังของคนไข้ ซึ่งก็เป็นไปตามความเชื่อที่ว่ายาที่แพงกว่าจะมีฤทธิ์แก้ปวดที่ดีกว่า ทำให้เรามีแนวโน้มจะหันไปหายาแพง ๆ ที่ออกมาใหม่ ๆ มาใช้รักษาอาการปวด และบริษัทผู้ผลิตยาก็สามารถขายยาใหม่ได้เรื่อย ๆ ในราคาที่สูงกว่ายาเก่า
ที่มา Commercial Features of Placebo and Therapeutic Efficacy Rebecca L. Waber; Baba Shiv; Ziv Carmon; Dan Ariely JAMA. 2008;299(9):1016-1017. จาก Journal of The American Medical Association
กล้องอัตโนมัติตรวจจับการฝ่าไฟแดง (Red Light Camera): ใครได้ประโยชน์?
วันนี้ได้ยินข่าวในโทรทัศน์ว่า กำลังจะมีการนำเอากล้องอัตโนมัติสำหรับตรวจจับการขับรถฝ่าไฟแดง (Red Light Camera) แบบที่ใช้ในต่างประเทศมาใช้ในสี่แยกหลาย ๆ จุดทั่วกรุงเทพฯ แล้วก็ทำการส่งภาพถ่ายทะเบียนรถที่ฝ่าไฟแดงไปยังเจ้าของรถเพื่อเก็บค่าปรับครับ
ดู ๆ ไปก็น่าจะมีประโยชน์ดี ทำให้คนฝ่าไฟแดงน้อยลง มิใช่หรือ???
เมื่อไม่นานมานี้ได้มีงานวิจัยของ Florida Public Health Review ที่เพิ่งออกมาใหม่ เป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลการใช้ Red Light Camera ในรัฐฟลอริด้า รวมทั้งในที่อื่น ๆ ด้วย
ผลสรุปออกมาค่อนข้างน่าตกใจว่า การใช้ Red Light Camera นั้นมีผลทำให้ เกิดอุบัติเหตุมากขึ้น โดย
- เพิ่มอุบัติการณ์ของอุบัติเหตุชนกันมากขึ้น 16-40%
- การชนกันด้านข้าง (angle crashes) เพิ่มขึ้น 20%
- การชนท้าย (rear crashes) เพิ่มขึ้น 42%
สาเหตุที่อุบัติเหตุเพิ่มขึ้น ผู้วิจัยได้ให้เหตุผลว่า
- คนขับเหยียบเบรคกะทันหัน เพราะไม่อยากเสียค่าปรับ (คันหลังเบรคไม่ทัน – ชน)
- ประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น ซึ่งปฏิกิริยาการตอบสนองไม่เร็วเท่ากับคนอายุน้อย
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมรัฐผู้ออกกฎระเบียบยังมีความต้องการนำ Red Light Camera มาใช้อยู่ ผู้วิจัยให้เหตุผลว่า รัฐรวยขึ้น จากการได้เงินค่าปรับมากขึ้น เพราะการฝ่าไฟแดงส่วนใหญ่ (เกือบ 80%) เกิดขึ้นในช่วงวินาทีแรกหลังการเปลี่ยนเป็นไฟแดง ซึ่งตาเปล่ามองไม่เห็น – ต้องตัดสินด้วยภาพถ่าย ตัวอย่างใน San Diego, California เก็บเงินจาก Red Light Camera ได้ $18 ล้าน ในเวลา 18 เดือน จนมีการนำไปสู่การกล่าวหาว่ามีการลดช่วงเวลาของไฟเหลืองลง เพื่อให้คนฝ่าไฟแดง (ผ่าแปด) มากขึ้น ในขณะเดียวกันการเก็บตัวเลขฝ่ายรัฐก็สามารถประกาศได้ว่า การฝ่าไฟแดงลดลง แต่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นที่อู่ซ่อมรถ โรงพยาบาล และบริษัทเช่ารถ ไม่ได้ถูกนำมาคำนวณ
บริษัทประกันก็สนับสนุนการใช้ Red Light Camera ทั้ง ๆ ที่ทำให้มีอุบัติเหตุมากขึ้น เพราะว่า ถ้าอุบัติเหตุเกิดน้อยก็เก็บเบี้ยประกันภัยได้น้อย ยิ่งอุบัติเหตุเยอะ ยิ่งเก็บเบี้ยได้แพง
ในงานนี้ผู้วิจัยได้สรุปว่า การที่จะลดอุบัติเหตุได้ในระยะยาวนั้น ควรจะเป็นการแก้ไขด้านวิศวกรรมมากกว่า โดยเสนอแนะให้
- พัฒนาความชัดเจนของระบบไฟจราจร สิ่งกีดขวางสายตา (อันนี้ กทม. ทำแล้ว — อัจฉริยะ!)
- ดูทิศทางของแสงแดดที่จะส่องเข้าตาผู้ขับขี่
- กำหนดระยะเวลาของไฟเหลืองให้เหมาะสม (ไม่สั้นจนเกินไป)
- เพิ่มช่วงเวลาหยุดพักสั้น ๆ หลังขึ้นไฟแดง
- ป้ายเตือนบอกทางแยก
- กำหนดระยะเวลาการเปลี่ยนไฟจราจรให้เหมาะสมกับสภาพจราจร
หลังจากที่ทำสิ่งเหล่านี้แล้วค่อยนำ Red Light Camera มาใช้ “ประกอบ” การพิจารณา
ไม่รู้ว่ามีผู้ใหญ่ในบ้านเราอ่าน blognone บ้างหรือเปล่า
ที่มา ตามไปอ่านฉบับเต็มที่นี่: Red Light Running Cameras: Would Crashes, Injuries and Automobile Insurance Rates Increase If They Are Used in Florida? (pdf)