คึ่นไฉ่สมุนไพรช่วยคุมกำเนิด

พฤษภาคม 19, 2008 at 1:44 pm (สาระน่ารู้, สุขภาพ)

ทราบหรือไม่ว่า คึ่นไฉ่มีฤทธิ์สามารถช่วยคุมกำเนิดได้ วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีเรื่องนี้มาบอกกัน…

การรับประทานคึ่นไฉ่ จะช่วยลดปริมาณการสร้างอสุจิ และลดอัตราการตั้งท้อง 

 

จากการวิจัยพบว่า ต้นคึ่นไฉ่และเมล็ดคึ่นไฉ่ มีฤทธิ์ลดปริมาณเชื้ออสุจิในสัตว์ทดลองตัวผู้ และลดอัตราการตั้งท้องของสัตว์ตัวเมีย และได้มีการทดลองในคนโดยให้ชายไทย 7 คน รับประทานคึ่นไฉ่ในรูปอาหาร คนละ 85 กรัม/วัน พบว่าจำนวนอสุจิลดลงอย่างรวดเร็วภายใน 1-2 สัปดาห์ ในเวลาต่อ ๆมาจำนวนอสุจิจะลดลงอีกเล็กน้อย และจะคงที่ในระดับหนึ่ง หลังจากหยุดรับประทาน 5-8 สัปดาห์ พบว่ามี 4 คนกลับคืนสู่สภาพปกติ อีก 3 คน ยังคงมีจำนวนอสุจิต่ำกว่าเมื่อก่อนรับประทานคึ่นไฉ่ ฤทธิ์ในการคุมกำเนิดน่าจะเป็นฤทธิ์ในการลดอัตราการตั้งท้องในสัตว์ตัวเมีย สำหรับฤทธิ์การลดจำนวนอสุจินั้น อาจจะไม่พอเพียงที่จะคุมกำเนิดได้ 

รู้อย่างนี้แล้ว ลองหาคึ่นไฉ่มาทานแทนเพื่อสุขภาพดีกว่าที่จะทานคุมกำเนิด

ที่มา : teenee.com

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

ดื่มน้ำ…เพื่อสุขภาพ

เมษายน 18, 2008 at 4:05 am (สุขภาพ)

 

การดื่มน้ำเมื่อท้องว่าง 

 

การดื่มน้ำเมื่อท้องว่างผ่านกระเพาะอาหาร เพื่อรักษาสุขภาพที่ดี ในประเทศญี่ปุ่นทุกวันนี้ เป็นที่นิยมดื่มน้ำทันที หลังจากตื่นนอนตอนเช้า (ก่อนแปรงฟัน) เพื่อการรักษาสุขภาพที่ดี มีการทดรองทางวิทยาศาสตร์ พบว่าน้ำสามารถใช้ชะลอความแก่ และสามารถบำบัดรักษาโรคเหล่านี้ได้ผล 100% (แบบค่อยเป็นค่อยไป ต้องใช้ระยะเวลา) ปวดหัว ปวดตามตัว โรคระบบหัวใจ โรคไขข้ออักเสบ โรคหัวใจเต้นเร็ว โรคลมบ้าหมู โรคอ้วน โรคหลอดลมอักเสบ โรคหืด วัณโรค อาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไขสันหลังอักเสบ โรคไตและยูริก โรคแสลงคลื่นไส้ต่างๆ โรคกระเพาะ โรคท้องร่วง โรคริดสีดวงทวาร โรคเบาหวาน โรคอาการท้องผูก โรคตา โรคภายในสตรี มะเร็ง รอบเดือนไม่ปกติ โรคคอ หู จมูก 

 

วิธีการปฏิบัติ 

 

1. ตื่นนอนตอนเช้า ก่อนแปรงฟัน ให้ดื่มน้ำ 4 แก้ว ( 640 ซีซี ) 

2. หลังจากนั้นสามารถและล้างหน้าอาบน้ำได้ แต่ต้องไม่ดื่ม หรือรับประทานอะไร จนกว่า 45 นาทีผ่านไป จึงจะรับประทานได้ตามปกติ 

3. หลังรับประทานอาหารเช้า กลางวัน เย็น ไปแล้ว 15 นาที ไม่ควรดื่มน้ำหรือรับประทานอะไร จนกว่า 2 ชั่วโมงผ่านไป 

4. ผู้ป่วย หรือคนชรา ที่ไม่สามารถดื่มน้ำ 4 แก้ว ก็ให้ค่อยๆ ดื่ม ค่อยเป็นค่อยไปเรื่อยๆ จนได้ครบ 4 แก้ว 

 

ข้อปฏิบัติ 4 ข้อดังกล่าว จะทำให้ท่านบำบัดรักษาโรคที่เป็นอยู่ค่อยๆเบาและหายขาดได้ในที่สุด ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่อาจปัสสาวะบ่อยขึ้น แลหลังดื่มน้ำไปแล้วประมาณ 1-2 ชั่วโมง จะปวดปัสสาวะ 

 

จากสถิติข้อมูลโรคที่บำบัดรักษา ทำให้หายได้ภายในเวลา ดังนี้ 

 

1. โรคความดันโลหิตสูง 30 วัน 

2. โรคกระเพาะ 10 วัน 

3. โรคเบาหวาน 30 วัน 

4. โรคท้องผูก 10 วัน 

5. โรคมะเร็ง 180 วัน 

6. โรควัณโรค 90 วัน 

7. โรคไขข้ออักเสบจะเห็นผลภายใน 3 วัน

 

ที่มา : teenee

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

เคล็ดลับของการคุมน้ำหนัก: นอนให้พอดี

เมษายน 17, 2008 at 8:43 am (สุขภาพ)

นักวิจัยการนอนได้ตีพิมพ์ผลการวิจัยลงในวารสารการนอน (Journal Sleep) แสดงความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักตัว กับระยะเวลานอนในแต่ละคืน โดยทำการวิจัยในกลุ่มประชากรที่มีอายุระหว่าง 21 ถึง 64 ปี จำนวน 276 คน โดยทำการชั่งน้ำหนักไว้ก่อนเริ่มทำการศึกษา แล้วทำการติดตามน้ำหนักตัวเมื่อเวลาผ่านไป 6 ปี

ผู้วิจัยพบว่า กลุ่มที่ใช้เวลานอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2 กิโลกรัม เมื่อเปรียบเทียบกับ กลุ่มที่นอน 8 ชั่วโมงต่อวัน และกลุ่มที่ใช้เวลานอนเกิน 9 ชั่วโมงต่อวันก็มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากขึ้นเฉลี่ย 1.58 กิโลกรัม

นอกจากนี้ผู้วิจัยยังพบอีกว่า คนที่นอนน้อยมีความเสี่ยงที่จะได้น้ำหนักตัวเพิ่ม 5 กิโลกรัมในเวลา 6 ปี เพิ่มขึ้น 35% ส่วนคนที่นอนเยอะเกินก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 25%

ผู้วิจัยสันนิษฐานว่าความสัมพันธ์ของน้ำหนักตัวกับระยะเวลาการนอนนี้ เกิดจากการนอนนั้นมีผลต่อวงจรการหลั่งฮอร์โมนที่มีความสำคัญต่อความรู้สึกหิวหรืออิ่ม

ใครว่านอนเยอะแล้วจะขึ้นอืด นอนน้อยก็ขึ้นอืดได้เหมือนกันครับ

ที่มา: บทคัดย่อของการวิจัย The Association Between Sleep Duration and Weight Gain in Adults: A 6-Year Prospective Study from the Quebec Family Study

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

ฤทธิ์ยาแก้ปวด: ยิ่งแพงยิ่งหายปวด

เมษายน 17, 2008 at 8:42 am (สุขภาพ)

ในท้องตลาดเรามักจะเห็นยาแก้ปวดหลากหลายชนิด มีราคาต่างกันออกไปตามความเก่าใหม่ของยา ส่วนใหญ่ยาที่ออกมาใหม่ ๆ มักมีราคาแพงกว่ายาที่ใช้มาเป็นเวลานานแล้ว ซึ่งบริษัทยาก็โฆษณาว่า ยาตัวใหม่สามารถแก้ปวดได้ดีกว่ายาตัวเก่าเสมอ

ในวารสาร Journal of The American Medical Association ฉบับวันที่ 5 มีนาคม 2008 ได้ตีพิมพ์การศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์การแก้ปวดกับราคายาที่คนไข้รับรู้ โดยทำการศึกษาในคนปกติ 82 คน โดยครึ่งหนึ่งให้กินยาหลอกที่ไม่มีผลใด ๆ ต่อการลดอาการปวด (Placebo = เม็ดแป้งธรรมดา) โดยได้รับข้อมูลว่าเป็นยาแก้ปวดขนานใหม่ที่มีราคา $2.50 ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็ให้กินยาหลอกตัวเดียวกัน แต่บอกว่า ยาถูกลดราคาลงมาเหลือ $0.10 แล้วนำกลุ่มทดลองทั้งสองกลุ่มไปทดสอบให้คะแนนระดับความเจ็บปวด (visual analog scale) ตั้งแต่ 0 (ไม่ปวดเลย)-100 (ปวดมากที่สุด) โดยการช็อตด้วยไฟฟ้าในปริมาณที่มากขึ้นเรื่อย ๆ จนทนไม่ได้

ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มที่รับรู้ว่ายาแก้ปวดมีราคา $2.50 สามารถลดระดับความเจ็บปวดหลังจากกินยาได้ 85.4% ในขณะที่กลุ่มที่รับรู้ว่ายามีราคา $0.10 ลดระดับความเจ็บปวดลงได้เพียง 61%

การวิจัยนี้ผู้วิจัยก็เลยสรุปผลว่า การรักษาความเจ็บปวดนั้นจะได้ผลดีหรือไม่ส่วนนึงขึ้นอยู่กับความคาดหวังของคนไข้ ซึ่งก็เป็นไปตามความเชื่อที่ว่ายาที่แพงกว่าจะมีฤทธิ์แก้ปวดที่ดีกว่า ทำให้เรามีแนวโน้มจะหันไปหายาแพง ๆ ที่ออกมาใหม่ ๆ มาใช้รักษาอาการปวด และบริษัทผู้ผลิตยาก็สามารถขายยาใหม่ได้เรื่อย ๆ ในราคาที่สูงกว่ายาเก่า

ที่มา Commercial Features of Placebo and Therapeutic Efficacy Rebecca L. Waber; Baba Shiv; Ziv Carmon; Dan Ariely JAMA. 2008;299(9):1016-1017. จาก Journal of The American Medical Association

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

ใครว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้?

เมษายน 17, 2008 at 8:36 am (สุขภาพ)

งานวิจัยล่าสุดระบุว่าเงินสามารถซื้อความสุขได้จริงๆครับ… ด้วยการใช้เงินนั้นเพื่อคนอื่น หรือบริจาคให้กับการกุศล

งานวิจัยดังกล่าว (ตีพิมพ์ในวารสาร Science ฉบับวันที่ 21 มีนาคม 2008) ระบุว่า จากการสำรวจรายได้ และการใช้จ่ายของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 632 คน พบว่าการใช้จ่ายเพียงอย่างเดียวที่พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับระดับความสุข คือการใช้จ่ายเพื่อสังคม (เช่นซื้อของขวัญให้คนอื่น หรือบริจาคให้การกุศล) ซึ่งพบว่ามีผลในระดับที่ใกล้เคียงกับการได้ขึ้นเงินเดือนเลยทีเดียว และเมื่อทำการเปรียบเทียบระดับความสุขก่อนและหลังได้รับโบนัสของพนักงานบริษัทจำนวน 16 คน พบว่ากลุ่มที่ใช้เงินโบนัสส่วนใหญ่เพื่อคนอื่น ก็มีความสุขเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มที่ใช้จ่ายเพื่อตัวเอง

ยังไม่จบแค่นี้ครับ… ทีมวิจัยทีมเดิม จาก Harvard Business School และ University of British Columbia,Vancouver ยังได้ทดลองต่อ โดยการสุ่มให้เงิน 5$ หรือ 20$ กับนักศึกษาจำนวน 46 คน
แล้วบอกให้กลุ่มแรกเอาไปใช้ซื้อของให้ตัวเอง และอีกกลุ่มให้เอาไปซื้อของให้เพื่อน
ซึ่งก็ได้ผลว่า กลุ่มที่ถูกมอบหมายให้เอาไปซื้อของให้เพื่อน มีระดับความสุขสูงกว่ากลุ่มที่ใช้เงินเพื่อตัวเองเช่นกัน

ที่น่าสนใจก็คือ ระดับความสุขที่เพิ่มขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับจำนวนเงินที่ได้รับ หรือจำนวนที่ใช้ไป
แปลว่าแค่ได้ใช้เงินเพื่อคนอื่นก็ช่วยเพิ่มความสุขได้แล้วครับ จะมากหรือน้อยไม่สำคัญ

ปล. ใครอ่านข่าวนี้แล้วอยากมีความสุขก็ส่งเงินมาให้ผมได้นะครับ :P

ที่มา: Nature News, Scientific American
บทคัดย่อ: Science: Spending Money on Others Promotes Happiness

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

Kanzius Machine: ความหวังใหม่ในการรักษาโรคมะเร็ง

เมษายน 17, 2008 at 8:33 am (สุขภาพ)

CBS 13/4/51 รายการ 60 Minutes ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของ Kanzius Machine ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่คิดค้นขึ้นโดย John Kanzius นักประดิษฐ์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านคลื่นวิทยุ ผู้ซึ่งเคยล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia) ร่วมกับทีมวิจัยของศาสตราจารย์ Steve Curley แห่ง M.D. Anderson เพื่อใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง โดยไม่เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายของผู้ป่วย โดยอาศัยแนวคิด และวิทยาการทางด้าน nanotechnology ร่วมกับการใช้คลื่นวิทยุ

หลักการของ Kanzius Machine คือ การฉีดอนุภาคนาโนของทองคำที่มี antibody ที่เฉพาะเจาะจงกับเซลล์มะเร็งติดอยู่ด้วย เข้าไปในร่างกาย เพื่อให้อนุภาคขนาดเล็กเหล่านี้ไปจับกับเซลล์มะเร็ง ก่อนที่จะใช้คลื่นวิทยุเข้าไปสั่นสะเทือนอนุภาคนาโนเหล่านี้ ทำให้เกิดความร้อน และฆ่าเซลล์มะเร็งได้ในที่สุด

ปัญหาของแนวคิดนี้คือ จำเป็นต้องหาโมเลกุลที่มีความเฉพาะเจาะจงกับเซลล์มะเร็ง เพื่อให้อนุภาคนาโนเหล่านี้เข้าไปจับ และทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็ง โดยที่ไม่ส่งผลต่อเนื้อเยื่อปกติของร่างกาย ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันออกไปในเซลล์มะเร็งแต่ละชนิดด้วย

ขณะนี้การศึกษาค้นคว้ายังอยู่ในห้องทดลอง ซึ่งสามารถทำลายเซลล์มะเร็งที่ถูกฉีดอนุภาคนี้เข้าไป แล้วกระตุ้นด้วยคลื่นวิทยุได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ส่งผลต่อเนื้อเยื่อปกติที่อยู่ข้างเคียง ซึ่งผู้วิจัยคาดว่าจะสามารถเริ่มการทดลองด้านคลินิก (clinical trial) ได้ในอีก 3 ปีข้างหน้า

ที่มา

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

นักวิทยาศาสตร์ส่วนมากใช้ยาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

เมษายน 13, 2008 at 10:40 am (วิทยาศาสตร์, สุขภาพ)

รายงานผลสำรวจใหม่ล่าสุดที่ตีพิมพ์ลงวารสาร Nature พบข้อมูลที่น่าตื่นตะลึงและไม่เคยคาดคิดว่าจะเป็นไปได้คือ คือนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของสถาบันการศึกษาใช้ยาในทางที่ผิด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคิดและการรับรู้

วารสาร Nature ได้รับผลสำรวจจากผู้เป็นสมาชิกวารสาร Nature เอง โดยได้สำรวจ 1,400 นักวิทยาศาสตร์จาก 60 ชาติ (70% จากอเมริกา) แม้ว่า 1 ใน 5 ของจำนวนนั้น จะยอมรับว่าเคยใช้ยาเพื่อเพิ่มสมาธิ แต่ 2 ใน 3 บอกว่าพวกเขารู้จักเพื่อนร่วมงานที่เคยใช้ และแม้จะรู้ว่า “เป็นเรื่องปกติที่จะเสี่ยงต่อผลข้างเคียงระดับเบา ๆ” เกือบ 70% ของนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้น ก็บอกว่าพวกเขาจะเพิ่มกำลังสมองด้วยการใช้ “ยาเพิ่มประสิทธิภาพการรับรู้” โดยยาที่ใช้ 62% จะเป็นยา Ritalin 44% ใช้ยา Provigil และ15% ใช้ beta-blockers like Inderal โดยความถี่ที่ใช้มีตั้งแต่ทุกวันจนถึงเป็นปี

ยาที่ใช้เหล่านี้เป็นการใช้อย่างผิดกฏหมายโดยไม่ได้มีคำอนุญาตจากแพทย์ให้ใช้ยาดังกล่าวได้

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น

ผู้ป่วยรับบริจาคอวัยวะ 4 ราย ติดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองจากอวัยวะผู้เสียชีวิต

เมษายน 12, 2008 at 2:22 pm (สุขภาพ)

MSNBC: มีรายงานผู้ป่วยที่รับบริจาคอวัยวะได้รับมะเร็งจาก เด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่าเป็นไข้เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Meningitis) ที่มาโรงพยาบาล Stony Brook University Hospital ด้วยอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดหลัง และคออย่างรุนแรง ตาพร่า และชัก แต่ไม่สามารถตรวจพบเชื้อที่เป็นสาเหตุได้ ซึ่งเสียชีวิตลงในเวลาต่อมาหลังจากที่ได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ
หลังการเสียชีวิต บิดามารดาของเด็กหนุ่มได้ตัดสินใจบริจาคอวัยวะให้กับผู้ป่วยรายอื่น แต่ผลของการผ่าชันสูตรศพในภายหลังพบว่า เด็กหนุ่มรายนี้ไม่ได้เสียชีวิตจากไข้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ แต่เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่ง (non-Hodgkin Lymphoma) ซึ่งพบได้น้อย (ประมาณ 1,500 ราย/ปี ในสหรัฐอเมริกา) ซึ่งต่อมาบิดาและมารดาของเด็กหนุ่มรายนี้ได้ทราบข่าวว่า ผู้ป่วยอายุ 52 ปี ที่ได้รับการปลูกถ่ายตับของเด็กหนุ่มรายนี้ และผู้ป่วยอายุ 36 ปี ที่ได้รับตับอ่อน เสียชีวิตลงด้วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดเดียวกันในเวลาไม่กี่เดือนต่อมา
นอกจากนี้ยังมีรายงานผู้ป่วยอีก 2 ราย ที่ได้รับการปลูกถ่ายไตของเด็กหนุ่ม ได้เข้ารับเคมีบำบัด และผ่าตัดเอาไตที่ปลูกถ่ายไว้ออก
เหตุการณ์ที่ผู้ป่วยได้รับมะเร็งจากการปลูกถ่ายอวัยวะนั้นค่อนข้างเกิดได้น้อย (ประมาณ 64 ราย จาก 230,000 ราย จากการรวบรวมข้อมูลของ United Network for Organ Sharing) ในกรณีนี้ จากการตรวจสอบของ State Health Department ไม่พบว่ามีข้อผิดพลาดของแนวทางการปฏิบัติแต่อย่างใด แต่เป็นอาการของโรค และการวินิจฉัยที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของทีมแพทย์ และก็ได้แจ้งให้ผู้ป่วยทั้ง 4 รายทราบ และเข้ารับเคมีบำบัด หลังจากที่ทราบผลชันสูตร

—————————————————
ข้อมูลจาก blognone

ลิงค์อ้างถึง ให้ความเห็น