ผมไม่ถูกกับ AntiVirus บน PC ^ ^
ผมเป็นโรคชนิดหนึ่งครับ คือ ลงคอม แต่ไม่ลงแอนตี้ไวรัส(ไม่รู้จะลงไปทำไม คุคุ) บางที ผมอาจจะฝังใจก็ได้ว่า AntiVirus ที่ดีที่สุด มันแพงมากๆ (ไม่มีตังนั่นเอง) ส่วนถูกๆ ก็ ……… มองไม่เห็นไวรัส แถมอำนวยความสะดวกให้แก่คุณไวรัสเสียอีกด้วย ส่วนของฟรี อย่างเช่น AVG Free! AntiVirus (ผมเรียกมันว่า อะเวจี Free! AntiCrack อิอิ) แต่ผมก็ยังแอบรัก 3 ยี่ห้อ ครับ แนะนำให้ใช้ ราคาถูกดีครับ
อันที่ 1 ESET Smart Security , AntiVirus หรือ NOD32 นั่นเอง เป็นโปรแกรมที่แบบว่า AntiVirus และกินทรัพยากรณ์น้อยที่สุด เลยก็ว่าได้ แสกนเร็ว จัดการดี แต่… ถ้าไวรัสเร็ดรอดเข้าไปได้ เจ้าตัวนี้จะเป็นมิตรกับไวรัสเมื่อไวรัสสะกดจิตร(เหมือนNOD32 รุ่นเก่าๆ) ก็ต้องหมั่นอัพเดทกันหน่อยน่ะครับ
อันที่ 2 AviraAntivir หรือ เจ้าร่มแดง อิอิ ตัวนี้คุณสมบัติจะไปทางESETครับ แต่มันยังดีตรงที่ว่า ถ้าไวรัสเร็ดรอดเข้าไป มันไม่เป็นมิตรครับ ถ้ามันเจอชื่อไวรัสหลังจากการอัพเดทเมื่อไหร่ มันจะลบให้ครับ(แต่เราจะต้องแสกนหลังอัพเดทน่ะ)
อันที่ 3 มันไม่ใช่วันแคร์หรอก ไม่ได้เรื่องเลยแหละ มันคือ อะเวจีครับ -*- ไม่ใช่ๆ AVG Free AntiVirus คุณสมบัติมันดีครับ ถึงแม้จะเป็นของฟรี แต่เรื่องการรักษาความปลอดภัยต้องยกให้เขาเลยครับ ในบรรดาของฟรี นอกจากจะแอนตี้ไวรัส สปายแวร์ แอดอะแวร์ สแปม อื่นๆ แล้วยังสามารถAntiCrackได้อีก โอ้ว วิเศษไหมละ(ผมว่ามันไม่วิเศษเลย ไม่รู้จะเอามาลงทำไม อิอิ)
ปล. ผมเคยใช้มาทั้งหมดแหละครับ แต่เจ็บใจเจ้า เอวีจีเอามากๆ แอนตี้ไฟล์บางอย่างของผมไปอีก -*-
ตำรวจอังกฤษใช้ Facebook หาข้อมูลคนร้าย
ตำรวจของเมืองแมนเชสเตอร์สร้างแอพพลิเคชันบน Facebook เพื่อแจ้งข่าวอาชญากรรมในพื้นที่ และเปิดให้ประชาชนสามารถส่งแจ้งความ หรือส่งรายละเอียดของคดีที่ตัวเองทราบ (เช่น เห็นเหตุการณ์นั้นพอดี) ผ่าน Facebook ได้
นอกจากนี้ยังมีลิงก์ไป YouTube ซึ่งมีวิดีโอจากกล้องวงจรปิดของคดีต่างๆ ให้ดูอีกด้วย ใครอยากลองเล่นดูก็เข้าไปที่ GMP Updates
Twitter ช่วยรอดคุก
สำหรับหลาย ๆ คน Twitter อาจเป็นเพียงเครื่องมือฆ่าเวลาไปวัน ๆ แต่คนบางคนสามารถใช้มันคืนอิสรภาพให้ตนเองได้
นาย James Buck นักศึกษาปริญญาโทวารสารศาสตร์ของ U.C. Berkeley กับเพื่อนถูกจับกุมเนื่องจากถ่ายภาพการประท้วงในอียิปต์
ระหว่างที่อยู่ในคุกเขาส่งข้อความว่า “Arrested” ไปยัง Twitter โดยใช้โทรศัพท์มือถือ โชคดีที่เพื่อน ๆ ของเขาสังเกตเห็นและรีบดำเนินการติดต่อกับมหาวิทยาลัยและสถานเอกอัครราชทูตอเมริกาประจำอียิปต์อย่างทันควัน ทำให้นาย Buck กลับมามีอิสรภาพอีกครั้งในวันถัดมา
ป.ล. ผมคงต้องมอง Twitter ใหม่ซะแล้วล่ะ หลังจากมองไม่ค่อยเห็นประโยชน์มานาน
ที่มา: MercuryNews
กล้องอัตโนมัติตรวจจับการฝ่าไฟแดง (Red Light Camera): ใครได้ประโยชน์?
วันนี้ได้ยินข่าวในโทรทัศน์ว่า กำลังจะมีการนำเอากล้องอัตโนมัติสำหรับตรวจจับการขับรถฝ่าไฟแดง (Red Light Camera) แบบที่ใช้ในต่างประเทศมาใช้ในสี่แยกหลาย ๆ จุดทั่วกรุงเทพฯ แล้วก็ทำการส่งภาพถ่ายทะเบียนรถที่ฝ่าไฟแดงไปยังเจ้าของรถเพื่อเก็บค่าปรับครับ
ดู ๆ ไปก็น่าจะมีประโยชน์ดี ทำให้คนฝ่าไฟแดงน้อยลง มิใช่หรือ???
เมื่อไม่นานมานี้ได้มีงานวิจัยของ Florida Public Health Review ที่เพิ่งออกมาใหม่ เป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลการใช้ Red Light Camera ในรัฐฟลอริด้า รวมทั้งในที่อื่น ๆ ด้วย
ผลสรุปออกมาค่อนข้างน่าตกใจว่า การใช้ Red Light Camera นั้นมีผลทำให้ เกิดอุบัติเหตุมากขึ้น โดย
- เพิ่มอุบัติการณ์ของอุบัติเหตุชนกันมากขึ้น 16-40%
- การชนกันด้านข้าง (angle crashes) เพิ่มขึ้น 20%
- การชนท้าย (rear crashes) เพิ่มขึ้น 42%
สาเหตุที่อุบัติเหตุเพิ่มขึ้น ผู้วิจัยได้ให้เหตุผลว่า
- คนขับเหยียบเบรคกะทันหัน เพราะไม่อยากเสียค่าปรับ (คันหลังเบรคไม่ทัน – ชน)
- ประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น ซึ่งปฏิกิริยาการตอบสนองไม่เร็วเท่ากับคนอายุน้อย
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมรัฐผู้ออกกฎระเบียบยังมีความต้องการนำ Red Light Camera มาใช้อยู่ ผู้วิจัยให้เหตุผลว่า รัฐรวยขึ้น จากการได้เงินค่าปรับมากขึ้น เพราะการฝ่าไฟแดงส่วนใหญ่ (เกือบ 80%) เกิดขึ้นในช่วงวินาทีแรกหลังการเปลี่ยนเป็นไฟแดง ซึ่งตาเปล่ามองไม่เห็น – ต้องตัดสินด้วยภาพถ่าย ตัวอย่างใน San Diego, California เก็บเงินจาก Red Light Camera ได้ $18 ล้าน ในเวลา 18 เดือน จนมีการนำไปสู่การกล่าวหาว่ามีการลดช่วงเวลาของไฟเหลืองลง เพื่อให้คนฝ่าไฟแดง (ผ่าแปด) มากขึ้น ในขณะเดียวกันการเก็บตัวเลขฝ่ายรัฐก็สามารถประกาศได้ว่า การฝ่าไฟแดงลดลง แต่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นที่อู่ซ่อมรถ โรงพยาบาล และบริษัทเช่ารถ ไม่ได้ถูกนำมาคำนวณ
บริษัทประกันก็สนับสนุนการใช้ Red Light Camera ทั้ง ๆ ที่ทำให้มีอุบัติเหตุมากขึ้น เพราะว่า ถ้าอุบัติเหตุเกิดน้อยก็เก็บเบี้ยประกันภัยได้น้อย ยิ่งอุบัติเหตุเยอะ ยิ่งเก็บเบี้ยได้แพง
ในงานนี้ผู้วิจัยได้สรุปว่า การที่จะลดอุบัติเหตุได้ในระยะยาวนั้น ควรจะเป็นการแก้ไขด้านวิศวกรรมมากกว่า โดยเสนอแนะให้
- พัฒนาความชัดเจนของระบบไฟจราจร สิ่งกีดขวางสายตา (อันนี้ กทม. ทำแล้ว — อัจฉริยะ!)
- ดูทิศทางของแสงแดดที่จะส่องเข้าตาผู้ขับขี่
- กำหนดระยะเวลาของไฟเหลืองให้เหมาะสม (ไม่สั้นจนเกินไป)
- เพิ่มช่วงเวลาหยุดพักสั้น ๆ หลังขึ้นไฟแดง
- ป้ายเตือนบอกทางแยก
- กำหนดระยะเวลาการเปลี่ยนไฟจราจรให้เหมาะสมกับสภาพจราจร
หลังจากที่ทำสิ่งเหล่านี้แล้วค่อยนำ Red Light Camera มาใช้ “ประกอบ” การพิจารณา
ไม่รู้ว่ามีผู้ใหญ่ในบ้านเราอ่าน blognone บ้างหรือเปล่า
ที่มา ตามไปอ่านฉบับเต็มที่นี่: Red Light Running Cameras: Would Crashes, Injuries and Automobile Insurance Rates Increase If They Are Used in Florida? (pdf)