เฮ้อ! ช่วงนี้เป็นอะไรไปนะ หัวตื้อๆ คิดอะไรไม่ค่อยออกเลย

แถมยังลืมนั่นลืมนี่เป็นประจำเสียด้วยสิ’ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมี ความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้น ถึงเวลาแล้วค่ะ ที่จะต้องหันมาดูแลสมองให้มากกว่านี้เพราะผู้หญิงทำงานอย่างเราจำเป็นต้องใช้สมองคิดนั่นคิดนี่อยู่ตลอดเวลา หากยังทำเมินปล่อยปละละเลยไม่สนใจ
ระวัง! คราวหน้าคุณอาจจะลืมหน้าแฟนไปเลยก็ได้นะคะ ว่าแล้ว ขอแนะนำอาหารที่มีประโยชน์ในการบำรุงสมองมาให้สาวๆ ได้รู้จักกัน เริ่มที่…
1.ธัญพืช
สาวขี้ลืมอย่างนี้ ต้องหันมากินอาหารที่มีธัญพืชสูงแล้วค่ะ เช่น ซีเรียลธัญพืช รำข้าว หรือข้าว-ซ้อมมือเพราะจากผลการศึกษาพบ ว่า ผู้หญิงที่ได้รับกรดโฟลิกมากๆ วิตามินบี 12 และวิตามินบี 6 จะมีความจำดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้รับสารอาหารเหล่านี้เลย
2.บลูเบอร์รี่
จากการวิจัยของ Tufts University สหรัฐอเมริกา ได้แนะนำว่าสารสกัดจากบลูเบอร์รี่สามารถช่วยป้องกันอาการความจำสั้นได้ค่ะ
3.ไขมันจากปลา
กรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างกรดโอเมก้า 3 ที่พบในปลาที่มีไขมัน หรือไขมันจากวอลนัทและเมล็ดจากต้นแฟล็กซ์ จะมี DHA (Decosapentaenoic Acid) สูง ซึ่งเป็นกรดที่สำคัญต่อเซลล์สมองของเรา เพราะถ้าหากระดับของ DHA ในร่างกายต่ำ จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์และความจำเสื่อมได้ นอกจากนี้ปลาก็ยังมีไอโอดีน ช่วยให้ความจำดีขึ้นด้วยค่ะ
4.มะเขือเทศ
มีหลักฐานยืนยันว่า ไลโคพีนซึ่งเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่พบในมะเขือเทศ สามารถช่วยป้องกันเซลล์จากการถูกทำลายของอนุมูลอิสระ ที่พบในอาการของโรควิกลจริตและโรคอัลไซเมอร์
5.ซีเรียล
คนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์จะมี Homocysteine อยู่ในปริมาณที่สูง กรดโฟลิกและวิตามินบี 12 จะสามารถช่วยขัดขวางการสะสมของ Homocysteine ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ และซีเรียลเองก็เป็นแหล่งที่ดีของวิตามินบี 12 แถมยังมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนอีกด้วย ช่วยให้พลังงานนานและทำให้ความจำ Alert ตลอดทั้งวัน
6.Black Currant
เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าวิตามินซีจะช่วยเสริมสร้างความจำของเราให้ว่องไวขึ้น และแหล่งที่มีวิตามินซีอยู่เยอะก็คือ ต้น Black Currant นี่แหละค่ะ
7.เมล็ดฟักทอง
สังกะสีมีความสำคัญในการช่วยเพิ่มความจำและทักษะในการคิด ดังนั้น หากคุณกินเมล็ดฟักทองวันละ 1 กำมือ จะทำให้ได้รับสังกะสีเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
8.บร็อกโคลี
เป็นแหล่งที่ดีของวิตามินเค ช่วยเพิ่มสมรรถภาพในการเรียนรู้และช่วยเพิ่มความสามารถในการจำ
9.ถั่ว
จากผลการวิจัยที่ลงใน American Journal of Epidemiology ได้แนะนำเอาไว้ว่า วิตามินอีช่วยในการป้องกันความจำเสื่อม และถั่วเองก็เป็นแหล่งที่ดีของวิตามินอี นอกจากนี้วิตามินอียังพบได้ในผักใบเขียว เมล็ดพืช ไข่ ข้าวซ้อมมือ และธัญพืชค่ะ
ที่มา : teenee
ลิงค์อ้างถึง
ให้ความเห็น
ถิ่นเดิมของไทยอยู่ในดินเเดนซึ่งปัจจุบันนี้เป็นอาณาเขตของประเทศจีน บริเวณลุ่มเเม่น้ำฮวงโห หรือ เเม่น้ำเหลือง เเละ บริเวณเเม่น้ำยังซีเกียง หรือเเม่น้ำเเยงซีเกียง เมืองสำคัญของชาวไทยในครั้งนั้น คือ ลุง อยู่ทาง เหนือ เเถมต้นเเม่น้ำฮวงโห ใกล้เเนวกำเเพงเมืองจีน เเละ ปา อยู่ทางใต้ เเถบมณฑลเสฉวนปัจจุบัน
ประมาณ 5 000 ปีที่เเล้ว ชาวจีนซึ่งร่อนเร่อยู่เเถบทะเลเเคสเปียน ได้ย้ายมา ทางทิศตะวันตก เเละเข้ารุกรานบ้านเมืองของชาวไทยซึ่งตั้งหลักเเหล่ง อยู่ก่อน ชาวไทยจึงพากันอพยพถอยร่อนลงมาทางใต้ เข้าเขต มณฑล ยูนนาน (ฮูนหนำ) ไกวเจา กวางสี กวางตุ้ง ต่างเเยกย้ายกันตั้งบ้านเมือง อยู่เป็นอิสระหลายเมือง ชาวไทยเหล่านี้เรียกตัวเองว่า อ้ายลาว
การที่ไทยถูกจีนรุกราน ต้องอพยพหลบหนีภัยจากถิ่นเดิมลงมาทางใต้นั้น มิใช่อพยพลงมาคราวเดียวทั้งหมด เเต่อพยพลงมาทีละพวกทีละหมู่ พวกใดทนอยู่กับการเบียดเบียนได้ก็อยู่ต่อที่เดิม พวกที่รักอิสระก็พากัน อพยพ ลงมาทางใต้ พบเเหล่งใดมีความอุดมสมบูรณ์ก็ตั้งถื่นฐาน สร้างบ้านเมืองขึ้นใหม่
เส้นทางอพยพของชาวไทยจนเข้ามาอยู่ในคาบสมุทรอินโดจีนปัจจุบัน ชาวไทยอาศัยเเม่น้ำ 2 สายเป็นสำคัญ คือ เเม่น้ำสาละวิน เเละเเม่น้ำโขง
เส้นทางที่ 1 พวกที่อพยพไปทางตะวันตกเฉียงใต้ บริเวณลุ่มเเม่น้ำ สาละวิน เเละตั้งภูมิลำเนาอยู่ในประเทศพม่าเดี๋ยวนี้เรียกว่า ไทยใหญ่ หรือ ไทยเงี้ยว หรือ ฉาน พวกที่อพยพไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เเละตั้ง ภูมิลำเนาอยู่ในเเคว้นอัสสัมเดี๋ยวนี้ เรียกว่าไทยอาหม
เส้นทางที่ 2 พวกที่อพยพไปทางทิศใต้ บริเวณลุ่มเเม่น้ำโขง ผ่านเข้าไป ในดินเเดนสิบสองปันนา สิบสองจุไทย เเละตังเกี๋ย เเละตั้งภูมิลำเนาอยู่ใน ดินเเดนตอนเหนือของประเทศเวียดนามเเละประเทศลาว ปัจจุบันนี้ เรียกว่า ไทยน้อย ต่อมาไทยพวกนี้ได้ยกเข้ามาอยู่ในดินเเดนลานนาไทย ทางตอน เหนือของประเทศไทย ในที่สุดได้ชายเเดนลงมาทางใต้ในบริเวณลุ่มเเม่น้ำ เจ้าพระยาตลอดลงไปในเเหลมมลายู พวกไทยน้อยเป็นบรรพบุรุษของ ชาวไทย (สยาม) ในปัจจุบัน
ชาวไทยที่ยังคงอยู่ในอาณาจักร อ้ายลาว ต้องตกอยู่ในอำนาจของจีน ตลอดมาช้านาน จนสิ้นสมัยสามก๊กเเล้ว จีนผลัดเปลี่ยนเเผ่นดินบ่อยๆ เเละรบพุ่งกันเองเนืองๆ ชาวไทยจึงมีโอกาสรวบรวมกันตั้งบ้านเมืองขึ้น เป็นอิสระ ครั้งนั้นเเยกกันอยู่เป็น 6 เมืองด้วยกัน คือ ม่งซุ้ย(หมงสุ่ย) ซีล่าง(ซีหล่ง) ม่งเส(เอี้ยเซ่) ล่างกง(หล่องกุ๊ง) เเละ เท่งเซี้ยง(เถ่งหยิม)
ราวศตวรรษที่ 12 เเห่งพุทธกาล พระสินุโล เเห่งม่งเส มีอานุภาพ ได้รวบรวมชาวไทย ตั้งบ้านเมืองเป็นอิสระ ทรงทำให้ไทยมีกำลัง เข้มเเข็งขึ้น
พ.ศ. 1272 พระเจ้าพีล่อโก๊ะ เป็นนักรบที่กล้าหาญ ได้รวบรวมเมืองต่างๆ ที่เเยกกันตั้งอยู่เป็นอิสระ เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับม่งเสได้สำเร็จ ตั้งเป็นอาณาจักรใหม่ขึ้น เรียกว่า อาณาจักรน่านเจ้า เเปลว่า เจ้าใต้ นับว่าไทย เป็นปึกเเผ่นมั่งคงยิ่งขึ้น
พ.ศ. 1291 พระเจ้าโก๊ะล่อฝง ตั้งเมือง ตาลีฟู หรือ หนองเเส เป็นราชธานี ของอาณาจักร น่านเจ้า ได้รบกันกับจีนหลายครั้ง เเละได้ชัยชนะ
อาณาจักรน่านเจ้า มีอาณาเขตกว้างขวาง คือเขตมณฑลยูนนานทั้งหมด รวมเเคว้นสิบสองปันนาด้วย กล่าวคือ ทิศเหนือจดมณเสฉวน ทิศใต้ จดพม่า ญวน ทิศตะวันออกจดดินเเดนไกวเจา กวางสี ตังเกี๋ย ทิศตะวันตก จดพม่า ทิเบต มีกษัตริย์ปกครองต่อมาอีกหลายองค์ เเละมีเรื่องราว เกี่ยว ข้องกับจีนมาก จนกระทั่งถูกกองทัพมงโกลยกมาย่ำยี อาณาจักรน่านเจ้า ถูกทำลายสิ้นในปี พ.ศ. 1797 ชาวไทยน่านเจ้าอพยพหนีภัยลงมาทางใต้ ก็มีมาก เเละที่ตกอยู่ในอำนาจของพวกมงโกลเเห่งคุบไลข่านก็มิใช่น้อย อาณาจักรน่านเจ้าของไทยก็ศูญชื่อตั้งเเต่บัดนั้น
ที่มา : บ้านจอมยุทธ
ลิงค์อ้างถึง
ให้ความเห็น
ช่วงนี้เมืองไทยกำลังรณรงค์ให้ใช้สินค้าที่ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์กันอยู่ครับ จริงๆก็รณรงค์กันมานานแล้วครับ แต่ก็ยังไม่ได้ผลจริงจังเสียที ทำไงได้ล่ะครับ ก็ของจริงมันแพงกว่าของปลอมนี่ แต่ก็น่าเห็นใจคนที่เขาลงทุนลงแรงสร้างสรรค์งานนะครับ อุตส่าห์เหนื่อยยากแต่ได้รับผลตอบแทนไม่คุ้มค่า อย่างนี้เรามาเดินสายกลางกันไหมครับ คือผมไปซื้อโปรแกรมลิขสิทธิ์มาหรืออาจจะหุ้นกับเพื่อนไปซื้อ จากนั้นก็มา copy แจกกันไปใช้ อย่างนี้คงจะไม่ผิดกฎหมายใช่ไหมครับ ท่านผู้อ่านคงจะเห็นคล้อยตามผมว่านี่คงเป็นทางออกที่ดีใช่ไหม
แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลยครับ การทำสำเนาหรือการ copy โปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น ตามกฎหมายลิขสิทธิ์เขาเรียกว่า “ทำซ้ำ” ซึ่งถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ครับ แม้กฎหมายเขาจะมีข้อยกเว้นให้การทำสำเนาโดยเจ้าของโปรแกรมมีลิขสิทธิ์ ทำได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็ไม่ใช่การยกเว้นโดยไม่มีขอบเขตเสียเลยนะครับ กฎหมายเขาจำกัดจำนวนสำเนาว่าให้มีจำนวนตามสมควร เพื่อวัตถุประสงค์ในการบำรุงรักษาหรือป้องกันการสูญหาย พูดง่าย ๆ คือทำสำเนาได้เฉพาะ backup ล่ะครับ ถ้าจะมา copy แจกเพื่อน ๆ ทั้ง office แล้วบอกว่าทำ backup ผมว่าศาลท่านคงไม่เชื่อหรอกครับ
ที่มา : lawyerthai.com
ลิงค์อ้างถึง
ให้ความเห็น
ตำรวจของเมืองแมนเชสเตอร์สร้างแอพพลิเคชันบน Facebook เพื่อแจ้งข่าวอาชญากรรมในพื้นที่ และเปิดให้ประชาชนสามารถส่งแจ้งความ หรือส่งรายละเอียดของคดีที่ตัวเองทราบ (เช่น เห็นเหตุการณ์นั้นพอดี) ผ่าน Facebook ได้
นอกจากนี้ยังมีลิงก์ไป YouTube ซึ่งมีวิดีโอจากกล้องวงจรปิดของคดีต่างๆ ให้ดูอีกด้วย ใครอยากลองเล่นดูก็เข้าไปที่ GMP Updates
ที่มา – ITworld ผ่าน Slashdot
ลิงค์อ้างถึง
ให้ความเห็น
พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพิธีสิริมงคล เพื่อบำรุงขวัญแก่เกษตรกร จึงเป็นวันที่มีความสำคัญ โบราณกาลจึงได้วางหลักเกณฑ์ให้ประกอบพิธีในวันที่ดีที่สุดของแต่ละปี ประกอบด้วย ขึ้น แรม ฤกษ์ยาม ให้ได้วันอันเป็นอุดมฤกษ์ตามตำราโหราศาสตร์แต่ต้องอยู่ในระหว่างเดือน ๖ โดยที่มีประเพณีต้องหาฤกษ์ตามตำราทางจันทรคติพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ จึงไม่ได้กำหนดวันเวลาไว้ตายตัว ตามปกติแล้วจะตกอยู่ในระหว่างเดือนพฤษภาคม การที่ต้องกำหนดให้อยู่ในเดือน ๖ ก็เพราะเดือนนี้เริ่มจะเข้าฤดูฝน เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา จะได้เตรียมทำนาอันเป็นอาชีพหลักสำคัญของชาวไทยมาแต่โบราณ เมื่อโหรหลวงคำนวณได้วันอุดมมงคลพระฤกษ์ ที่จะประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแล้ว
สำนักพระราชวังจะได้ ลงไว้ในปฏิทินหลวงที่พระราชทานในวันขึ้นปีใหม่ทุกปีและได้กำหนดไว้ว่าวันใดเป็นวันพืชมงคล วันใดเป็นวันจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
วันแรกนาขวัญเป็นวันสำคัญของชาติ คณะรัฐมนตรีมีมติให้หยุดราชการ ๑ วัน และมีประกาศให้ชักธงชาติตามระเบียบทางราชการ
พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญได้ปฏิบัติเป็นราชประเพณี ตลอดมาจนถึง พ.ศ. ๒๔๗๙ แล้วได้เว้นว่างไป ต่อมา พ.ศ. ๒๔๘๓ ทางรัฐบาลสั่งให้กำหนดมีการพระราชพิธีเฉพาะแต่พืชมงคลที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามตามราชประเพณีที่เคยปฏิบัติมา
การประกอบพระราชพิธี
พระราชพิธีพืชมงคลเป็นส่วนประกอบเพื่อสิริมงคลแก่พันธุ์พืชสำหรับนำไปใช้ในการ
พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ กำหนดงานก่อนวันพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ๑ วัน มีอ่านประกาศ ถึงความสำคัญที่จะเริ่มพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ในประกาศ นั้น อ้างหลักธรรมทางพุทธศาสนาสมัยพุทธกาล คราวเกิดฝนแล้ง ด้วยพุทธานุภาพทรงบันดาลให้ฝนตก ทำนา ทำไร่ หว่านพืชผลได้ตามปรกติ และกล่าวถึงตำนานการสร้างพระคันธารราษฎร์อันเกี่ยวด้วยพุทธานุภาพ ที่ทรงบันดาลให้ฝนตกจึงได้สร้างพระพุทธรูปนี้ขึ้น ณ เมืองคันธารราษฎร์ในครั้งอดีตกาล จากนั้นประกาศสดุดีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกองค์ปฐมกษัตริย์ ที่ได้ทรงงสร้างพระพุทธคันธารราษฎร์ขึ้นไว้เพื่อประกอบการพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญตามตำนานที่มีมา แต่โบราณกาล ซึ่งเป็นราชประเพณีที่พระมหากษัตริย์ทรงอนุวัติจัดงานพระราชพิธีนี้สืบมา สุดท้ายประกาศถวายพระพรชัยมงคล และขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพบูชาเทพยดาทั้งปวงประสิทธิ์ประสาทให้พืชพันธุ์ธัญญาหารในราชอาณาจักรอุดมสมบูรณ์งอกงาม เจริญดี ตลอดจนขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล จบประกาศแล้วพระสงฆ์๑๑ รูป เจริญพระพุทธมนต์เป็นคาถาพิเศษสำหรับพืชมงคลโดยเฉพาะ เพื่อเสกพืชพันธุ์ต่าง ๆ ที่ได้นำมาตั้งเข้าพิธีมณฑลมีข้าวเปลือกพันธุ์ต่างๆ ถั่วทุกชนิด ข้าวโพด งา ฟัก แฟง แตงกวา เผือก มัน ฝ้าย เป็นต้น
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เลขาธิการพระราชวังพระบรมราชโองการเหนือเกล้าฯ สั่งว่าพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ แต่เดิมจัดเป็น ๒ วันแล้วได้ระงับไปคงได้แต่พิธีพืชมงคลจัดเป็นงานประจำทุกปี สำหรับปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ทางรัฐบาลเห็นควรจัดให้มีการแรกนาขวัญขึ้นอย่างเดิมเพื่อรักษาบูรพประเพณีอันเป็นมิ่งขวัญของการเกษตรไว้สืบต่อไป สำนักพระราชวังและกระทรวงเกษตรจึงได้กำหนดงานพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญตามราชประเพณีเดิมขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๓ จนถึงปัจจุบันนี้ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธานการพระราชพิธีทุกปี ทรงมีพระราชกระแสให้ปรับปรุงพระราชพิธีเพื่อความเหมาะสมตามยุคสมัยด้วยพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแต่เดิมมาทำที่ทุ่งนาพญาไท เมื่อได้มีการฟื้นฟูพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญขึ้นใหม่ จึงจัดให้มีขึ้นที่ท้องสนามหลวง ซึ่งเคยเป็นที่ประกอบพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในรัชกาลที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓
ส่วนผู้ที่จะเป็นพระยาแรกนาในสมัยก่อนเคยโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ เป็นพระยาแรกนา และผู้ที่เป็นเทพีหาบกระบุงทอง กระบุงเงิน บรรจุข้าวเปลือกหว่านนั้น โปรดเกล้าฯ ให้จัดท้าวนางฝ่ายใน เมื่อเวลาได้เปลี่ยนแปลงหน้าที่ตำแหน่งไปแล้วเช่นนี้ เมื่อเริ่มฟื้นฟูพระราชพิธีจรดพระมังคัลแรกนาขวัญขึ้นมาใหม่ พระยาแรกนาจึงได้แก่ อธิบดีกรมการข้าวกระทรวงเกษตร เทพีได้คัดเลือกจากข้าราชการสตรีผู้มีเกียรติในกระทรวงเกษตรในปีต่อมาจนปัจจุบันผู้เป็นพระยาแรกนา ได้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนเทพีนั้นคัดเลือกจากข้าราชการสตรีโสดในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระดับ ๓ – ๔ คือขั้นโทขึ้นไป
พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพิธีเพื่อสิริมงคลแก่พืชพันธุ์ธัญญาหารสนับสนุนส่งเสริมชาวไร่ ชาวนาในการประกอบอาชีพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่งได้เสด็จฯมาเป็นประธานอธิษฐานขอความสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารให้มีแก่อาณาจักรไทย และได้ทรงปลูกพันธุ์ข้าวทดลองในนาทดลองบริเวณสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ซึ่งเป็นพระราชฐานที่ประทับ เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วพระราชทานนำมาเข้าในพระราชพิธี ประมาณ ๔๐ – ๕๐ กิโลกรัม เมล็ดพันธุ์ข้าวที่พระราชทานมาเข้าพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้แบ่งไปหว่านที่ลานประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญส่วนหนึ่งอีกส่วนหนึ่งจัดบรรจุซองส่งไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักรสำหรับแจกจ่ายแก่เกษตรกร เพื่อเป็นสิริมงคลตามพระราชประสงค์ที่ทรงส่งเสริมการเกษตร
ที่มา : http://www.treasury.go.th/
ลิงค์อ้างถึง
ให้ความเห็น
สำหรับหลาย ๆ คน Twitter อาจเป็นเพียงเครื่องมือฆ่าเวลาไปวัน ๆ แต่คนบางคนสามารถใช้มันคืนอิสรภาพให้ตนเองได้
นาย James Buck นักศึกษาปริญญาโทวารสารศาสตร์ของ U.C. Berkeley กับเพื่อนถูกจับกุมเนื่องจากถ่ายภาพการประท้วงในอียิปต์
ระหว่างที่อยู่ในคุกเขาส่งข้อความว่า “Arrested” ไปยัง Twitter โดยใช้โทรศัพท์มือถือ โชคดีที่เพื่อน ๆ ของเขาสังเกตเห็นและรีบดำเนินการติดต่อกับมหาวิทยาลัยและสถานเอกอัครราชทูตอเมริกาประจำอียิปต์อย่างทันควัน ทำให้นาย Buck กลับมามีอิสรภาพอีกครั้งในวันถัดมา
ป.ล. ผมคงต้องมอง Twitter ใหม่ซะแล้วล่ะ หลังจากมองไม่ค่อยเห็นประโยชน์มานาน
ที่มา: MercuryNews
ลิงค์อ้างถึง
ให้ความเห็น
จากรายงานข่าวเก่า Firefox 3 Thai Localization Sprint วันที่ 1 และ วันที่ 2 ตอนนี้งานแปลมีความคืบหน้าไปหลายส่วนแล้ว หน้าตาหลักๆ ที่ติดต่อกับผู้ใช้มีการแปลแล้ว กำลังต้องการคนทดสอบและ feedback จากผู้ใช้จำนวนมากครับ
Firefox เวอร์ชันภาษาไทยที่ทำกันนี้เป็นการ localize Firefox 3 ตัวล่าสุดจาก CVS ของ Mozilla ดังนั้นก็จะได้เวอร์ชันที่ใหม่สุดๆ สามารถตัดคำไทยได้ในตัว มีส่วนติดต่อผู้ใช้เป็นภาษาไทย ส่วนตัวจริงตามกำหนดจะออกประมาณกลางปี
คนที่ต้องการทดสอบสามารถดาวน์โหลดได้จากหน้าดาวน์โหลดของโครงการ
ตอนนี้ platform ที่มีให้โหลดมี Windows XP, GNU/Linux, Mac OS X (universal binary) สำหรับ Windows Vista กำลังพยายาม build กันอยู่
ถ้าหากพบปัญหาในการใช้งาน แปลผิด แปลมั่ว อ่านไม่รู้เรื่อง สามารถแจ้งได้ที่ หน้าแจ้งปัญหา
ติดตามความคืบหน้าได้จากหน้าโครงการที่ Google Code ครับ
ลิงค์อ้างถึง
ให้ความเห็น
หลังจากที่ผู้เขียนได้ทดลองใช้งาน Windows Vista SP1 มาเป็นเวลาพอสมควร ประกอบกับได้สอบถาม ไปยังบรรณาธิการท่านอื่นๆ ที่ใช้ SP1 เหมือนกัน ต่างก็มีความเห็นตรงกันว่า “เร็วกว่าเดิมจนรู้สึกได้จริงๆ” นอกจากนี้ปัญหาการแฮงค์ไร้สาระก็แทบไม่มีให้เห็นเลย เรียกได้ว่าทางไมโครซอฟต์แก้มือมาถูกทาง แต่ก่อนที่ผู้อ่านจะหันมาใช้ Windows Vista SP1 นั้น ผู้เขียนก็ขอบอกถึงความเปลี่ยนแปลงคร่าวๆ กันก่อน เพื่อจะได้ติดสินใจอัพเกรดคอมพิวเตอร์ไปใช้ Windows Vista SP1 ที่จะเปิดให้ดาวน์โหลดกันประมาณกลางเดือนมีนาคมนี้เป็นต้นไป

Vista Service Pack 1 แก้ไขอะไรบ้าง
ในเรื่องของหน้าตาระบบปฏิบัติการอาจจะเปลี่ยนไปเล็กน้อยซึ่งจะอยู่ในส่วนของรายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งผู้เขียนได้หาข้อมูลจากทาง Microsoft ว่าตกลงแล้ว Service Pack 1 ได้แก้ไขอะไรบ้างก็พบว่าหลักๆ แล้ว SP1 แก้ปัญหากว้างๆ 3 เรื่อง นั่นคือ
• ความเสถียรของ Windows และความเร็วที่เพิ่มขึ้น (แค่ข้อนี้ก็พอใจมากแล้วสำหรับผู้เขียน)
• การบริหารความปลอดภัยที่ง่ายและยืดหยุ่นกว่ามากกว่าเดิม
• สนับสนุนฮาร์ดแวร์แบ็คอัพและฮาร์ดแวร์มาตรฐานอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น
สเปคขั้นต่ำที่สามารถจะใช้งาน Windows Vista SP1
ผู้อ่านหลายคนเป็นกังวลว่าจะต้องอัพเกรดเครื่องเยอะเพื่อให้สามารถใช้งาน Windows Vista SP1 ได้ ซึ่งอันที่จริงหากผู้อ่านเคยลง Windows Vista มาก่อน หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ได้เก่ามากนัก ผู้เขียนรับรองได้ว่าผู้อ่านสามารถใช้ Windows Vista SP1 ได้อย่างราบลื่นและไม่มีปัญหาใดๆ
CPU 800 MHz
Memmory*
1 GB (512 MB ก็ได้แต่จะไม่ดีนัก)
Harddisk 15 GB (เฉพาะ Vista ประมาณ 11 GB เพิ่มจากตัวเก่าประมาณ 3 GB)
Display Card
128 MB Memory (หากต้องการใช้ Aero* : Intel GMA 950, ATI Xpress200M Series, Nvidia Gforce 5900 ขึ้นไป)
Optical Drive DVD
Sound Card Support HD Audio
*Memory: ปรับจากเดิมขั้นต่ำ 512 MB เป็น 1GB
*Aero: หน้าต่างแบบโปร่งใส
สิ่งที่ดีขึ้นสำหรับ Windows Vista SP1
ในครั้งนี้ Microsoft แก้ปัญหาของ Windows Vista มาหลายด้าน นอกจากความเร็วที่เพิ่มขึ้น ซึ่งผู้เขียนก็ได้ทดลองลง Windows Vista SP1 กับเครื่องตนเอง และใช้งานแบบ Reality เหมือนใช้งาน Windows XP ก็พบจุดที่แตกต่างจาก Windows Vista ตัวแรกดังนี้
• Instant Search ค้นหาได้เร็วขึ้น เพราะทาง Microsoft ได้ปรับปรุงระบบ Index ใหม่ ซึ่งทำให้การค้นหาเร็วขึ้นมาก ใช้เวลาไม่เกิน 10 วินาทีก็จะแสดงผลเกือบครบ มีการตอบสนองดีไม่หน่วง ไม่มีจอขาว หรือค้นหาไม่เจอ
• เปิดไฟล์ โฟลเดอร์ และคัดลอกข้อมูลได้เร็วขึ้นจริง จากเดิมที่จะให้ผู้อ่านดูหน้าต่างคัดลอกนานมาก โดยผู้เขียนได้ทดลองคัดลอกไฟล์ 1GB ไปยัง Handy Drive ใช้เวลาเพียง 1 นาทีเศษ เฉลี่ยก็ประมาณ 1 GB ต่อนาที
• ระบบ Hibernate ที่สามารถเรียกกลับมาได้ทันที ไม่ตายสนิทเหมือนรุ่นแรก
• ไม่พบปัญหาจอขาวในการใช้งานหนักๆ เช่น เล่นเกมสามมิติ หรือทำงานออฟฟิตติดต่อกันเป็นเวลานาน
• Internet Explorer 7 เปิดเว็บไซต์ได้เร็วขึ้น และเปิดหน้าเว็บไซต์ที่เป็น Web 2.0 ได้รวดเร็วกว่าเดิมและไม่เจอปัญหาจอขาว
• ประหยัดแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คขึ้น 30% จากเดิมที่เครื่องของผู้เขียนเองเคยใช้งานได้ประมาณชั่วโมงครึ่ง ตอนนี้เมื่อลง SP1 ก็สามารถที่จะใช้งานได้ประมาณ 2 ชั่วโมงเศษ ซึ่งให้ผลใกล้เคียงกับการใช้งาน Windows XP
• ส่วนย่อยๆ เกือบทุกโปรแกรมจะมี Option ที่เพิ่มขึ้น เช่น Windows Media Center สามารถที่จะเลือกใช้เป็น OS สำหรับความบันเทิงอย่างเดียวกได้ โปรแกรม Windows DVD Maker มีหน้ากาก Chapter ให้เลือกใช้งานเพิ่มขึ้น หรือ Windows Media Player ที่ปกอัลบั้มจะแสดงทางด้านล่างเพิ่มขึ้นนอกจากจะแสดงที่ TaskPane
• Shadow Copy : สำรองข้อมูลตลอดเวลาเพื่อการเรียกคืน (คล้ายกับการสร้าง Temp ในโปรแกรม MS Office)
ข้อสังเกตสำหรับ Windows Vista SP1
ผู้เขียนเพียรพยายามที่จะทำให้ Windows Vista หยุดการทำงานหลายๆ รูปแบบแต่ก็ไม่สำเร็จ แสดงให้เห็นว่าทาง Microsoft ปรับปรุง Windows Vista ได้ดีมาก แต่ก็จะเจอข้อสังเกตเล็กๆ น้อยๆ แต่เมื่อแลกกับสิ่งที่ดีกว่าก็ยังรู้สึกว่า SP1 นั้นทำให้ Windows Vista น่าใช้งานมากขึ้นกว่าเดิม โดยมีข้อสังเกตเล็กๆ ดังกล่าวมี ดังนี้
• ไม่รองรับ Driver บางชนิด
• เนื้อที่ Harddisk เพิ่มขึ้น
• ซอฟแวร์บางประเภทไม่รองรับ เช่น โปรแกรมประเภท Firewall หรือ Antivirus
————————————————————————————————-
[บทความ :: ณัฐวุฒิ ปิยบุปผชาติ]
ที่มา : http://www.techxcite.com/
———————————
แต่บางที่ WindowsVista SP1 ก็สามารถทำให้คนที่ใช้ของปลอมเศ้ราได้เหมือนกัน และกันถ่ายดอนข้อมูลบางอย่างช้าจนน่ากลัว
ลิงค์อ้างถึง
ให้ความเห็น
ใครที่ไปเยือนวัดป่าซึ่งตั้งในถิ่นทุรกันดาร และได้เห็นวิถีชีวิตของพระที่นั่น รวมทั้งได้ฟังคำสอนของท่าน อาจมีความเข้าใจว่าว่าพุทธศาสนานั้นปฏิเสธความสบาย เพราะแม้แต่อาหารก็ฉันเพียงมื้อเดียว ไฟฟ้าก็ไม่ต่อเข้ามา แถมยังสร้างกุฎิในป่าลึกดูน่าอันตราย

ความจริงแล้ว พุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธความสบาย กลับเห็นว่าความสบายเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ชีวิตเป็นสุข เมื่อพระพุทธองค์ตรัสสอนเรื่อง “อายุวัฒนธรรม” หรือธรรมที่ส่งเสริมสุขภาพและช่วยให้อายุยืน ธรรมที่พระพุทธองค์ทรงยกมาเป็นข้อแรกก็คือ “สัปปายการี” ได้แก่ การทำสิ่งที่สบาย หรือการทำตนให้สบาย ในหมวดธรรมว่าด้วย “กามโภคี” หรือผู้ครองเรือน พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญผู้ที่นอกจากแสวงหาทรัพย์โดยชอบธรรมแล้ว ยังรู้จักเลี้ยงตนให้อิ่มหนำเป็นสุขและสบาย ขณะเดียวกันทรงตำหนิคนรวยที่ตระหนี่ แม้กระทั่งอาหารก็กินอย่างกระเบียดกระเสียร หรือทำตัวให้ลำบาก เพราะเสียดายทรัพย์
อย่างไรก็ตาม การที่พุทธศาสนาให้ความสำคัญแก่ความสบาย ไม่ใช่เพราะว่ามันดีโดยตัวมันเอง หากแต่เป็นเพราะว่าความสบายนั้นเป็นสิ่งที่เกื้อกูลต่อชีวิต ช่วยให้ชีวิตเจริญงอกงามและเข้าถึงความสุขที่ประณีตลึกซึ้ง ตรงนี้ต้องอธิบายก่อนว่าความสุขของคนเรานั้นมีสี่ประเภทได้แก่
1. ความสุขทางกาย หรือความสุขจากการเสพและการใช้ทรัพย์
2. ความสุขทางศีล หรือความสุขจากการมีพฤติกรรมดีงาม และมีสัมพันธภาพที่ราบรื่นกับผู้อื่น
3. ความสุขทางจิต เช่น เกิดปีติ มีสมาธิ ผ่อนคลาย ปลอดโปร่ง
4. ความสุขทางปัญญา หรือความสุขเนื่องจากความรู้แจ้งในสัจธรรม จนเป็นอิสระหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง
พุทธศาสนาถือว่าความสบายหรือความสุขทางกาย จะต้องเป็นไปเพื่อเกื้อกูลความสุขสามประเภทหลัง หรือทำให้พฤติกรรม (ศีล) จิต และปัญญา เจริญงอกงามขึ้น เช่น เมื่อมีความเป็นอยู่ผาสุกและสบายแล้ว ก็ควรช่วยเหลือผู้อื่น ด้วยการให้ทานแก่ผู้ยากไร้ บริจาคทรัพย์ให้แก่ส่วนรวม หรือสละเวลามาทำประโยชน์แก่สังคม พร้อมกันนั้นก็ใช้ความสะดวกสบายนั้นเพื่อการบำเพ็ญภาวนาทางจิตและปัญญา กล่าวคือเมื่อความจำเป็นในการทำมาหากินลดน้อยลง ก็มีเวลาให้แก่การทำสมาธิภาวนามากขึ้น หรือใช้อาคารบ้านเรือนที่สะดวกสบายนั้นเป็นประโยชน์แก่การเจริญกรรมฐาน ในหมวดธรรมว่าด้วย “สัปปายะ” หรือความสบายทั้ง 7 ประการนั้น (เช่น ที่อยู่ซึ่งไม่พลุกพล่าน แหล่งอาหารที่ไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไป อาหารที่เหมาะกับร่างกาย) จะเห็นได้ว่าล้วนเป็นไปเพื่อการบำเพ็ญภาวนาโดยตรง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง พุทธศาสนาไม่สรรเสริญการถือเอาความสบายเป็นเป้าหมาย หรือหยุดแค่ความสบาย แต่จะต้องก้าวต่อไปโดยใช้ความสบายนั้นให้เกิดประโยชน์ คนที่หยุดแค่ความสบายแล้ว ไม่ทำอะไรต่อจัดว่าเป็นคนขี้เกียจ ตรงนี้เป็นประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัด เพราะมีความเข้าใจในหมู่คนทั่วไปว่าเมื่อสบายแล้วไม่ทำอะไรต่อ ถือว่า “สันโดษ” ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่พุทธศาสนาสรรเสริญ
ความจริงแล้ว สันโดษในพุทธศาสนา (ความพอใจในสิ่งที่ได้มาโดยชอบธรรม) นั้น มีเป้าหมายเพื่อให้รู้จักพอในความสบายทางกาย หรือรู้จักพอในการเสพ เพื่อจะได้เอาเวลาและกำลัง (ทั้งกาย ทรัพย์ ปัญญา) ไปใช้ในการทำสิ่งดีงามที่เรียกว่า “กุศลธรรม” ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป กล่าวโดยสรุปก็คือ ทรงสอนให้สันโดษในทรัพย์หรือสิ่งเสพ แต่ไม่ให้สันโดษในกุศลธรรม
ตรงนี้เป็นข้อที่แตกต่างอย่างสำคัญระหว่างพุทธศาสนากับลัทธิบริโภคนิยม บริโภคนิยมนั้นถือว่าความสบายเป็นเป้าหมายในตัวมันเอง ยิ่งสบายเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น และจะไม่หยุดดิ้นรนแสวงหาหากมีสิ่งอื่นที่สบายกว่า ถึงจะมีเสื้อเนื้อประณีตหลายตัวแล้วก็ยังไม่พอใจ เพราะมีเสื้อที่นุ่มเนียนกว่านั้นวางขายอยู่ มีโทรศัพท์มือถือที่รวดเร็วทันใจแล้วก็ยังไม่พอใจ เพราะมีรุ่นใหม่ที่พูดคุยได้โดยไม่ต้องกดหมายเลข มีรถที่ขับสบายอยู่แล้วก็ยังไม่พอใจ เพราะรุ่นใหม่ที่เพิ่งออกมาขับสบายกว่านั้นอีก ในขณะที่พุทธศาสนาบอกว่าเราไม่ควรหยุดแค่ความสบายหรือความสุขทางกาย แต่ควรไปให้ถึงความสุขจากศีล จิต และปัญญาที่เจริญงอกงาม บริโภคนิยมก็บอกเช่นกันว่าเราไม่ควรหยุดที่ความสบายในขณะนี้ แต่จะต้องสบายให้มากไปกว่านี้
ปัญหาก็คือความสบายกับความสุขนั้น บ่อยครั้งก็ไม่ได้ไปด้วยกัน เมื่อเพิ่มความสบายไปถึงจุดหนึ่ง ความสุขก็ลดลง เพราะผลเสียของความสบายนั้นสะสมมากขึ้นจนแสดงตัวออกมา ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ คนที่รักสบาย เอาแต่นั่งๆ นอนๆ หรือทำงานเบาๆ ไม่ยอมออกกำลังกาย ถึงเวลาพักผ่อน ก็นั่งดูโทรทัศน์ ดูไปก็กินขนมขบเคี้ยวไป จะไปไหนมาไหน ก็ไม่ยอมเดินหรือขึ้นบันได แต่ใช้รถกับลิฟต์ ไม่ช้าไม่นานก็จะเจ็บป่วยด้วยโรคนานาชนิด อาทิ โรคหัวใจ โรคอ้วน เบาหวาน ซึ่งเรียกรวมๆ ว่า “โรคขี้เกียจ” ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของทั้งโลกรวมทั้งประทศไทย
แต่นอกจากความทุกข์ทางกายแล้ว ความทุกข์ทางใจก็เพิ่มพูนด้วย เพราะความสบายนั้นต้องอาศัยทรัพย์ ยิ่งอยากสบายมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องมีทรัพย์มากเท่านั้น และเมื่อมีทรัพย์มาก ก็ย่อมเกิดความกังวลเป็นธรรมดา เช่น ต้องคอยหวงแหนทรัพย์ จอดรถราคานับสิบล้านที่แสนสบายไว้ข้างถนน ก็คอยเป็นห่วงว่าจะมีคนมาขโมยหรีอขีดข่วนให้เสียโฉม จะใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ราคาแพงก็ต้องคอยระวังว่าจะมีคนมาวิ่งราวเอาไป ใครจะมายืมก็หวงไม่อยากให้ใช้ ความสัมพันธ์กับเพื่อนก็แย่ลง ยิ่งมีทรัพย์มากเท่าไร ก็ยิ่งเห็นทรัพย์สำคัญกว่าคน อีกทั้งไม่แน่ใจว่าใครเป็นเพื่อนแท้บ้าง จึงหวาดระแวง
ผลก็คือความสัมพันธ์กับผู้คนตกต่ำลง ทำให้มีความทุกข์มากขึ้น ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงการติดยึดความสบาย จนทำทุกอย่างแม้จะผิดศีลก็ตาม เพื่อให้มีทรัพย์มาสนองความสบาย วิถีชีวิตแบบนี้แม้สบายกาย แต่ร้อนรุ่มใจ จึงอยากที่จะมีความสุขได้อย่างแท้จริง
ความสบายหรือความสุขจากทรัพย์จึงมีขีดจำกัด คือมีจุดพอดีของมัน หากเลยจากจุดนั้นไปแล้ว จะทำให้ชีวิตมีความสุขน้อยลง คนที่มีความสุขคือคนที่รู้จักสบายแต่พอดี ด้วยเหตุนี้ในหมวดธรรมว่าด้วยการมีอายุยืน หรือ “อายุวัฒนธรรม” หลังจากที่พระพุทธองค์ตรัสข้อแรกว่าให้รู้จักทำตัวให้สบายแล้ว ได้ตรัสข้อที่สองตามมาว่าให้รู้จักประมาณในความสบาย หาไม่แล้วชีวิตจะไม่เป็นสุขและอายุสั้น
ชีวิตพอเพียงคือชีวิตที่รู้จักสบายแต่พอดี ไม่เพลิดเพลินหมกมุ่นกับความสุขจากสิ่งเสพ หรือมัวแต่แสวงหาทรัพย์และสะสมเงินทองอย่างไม่รู้จักพอ ขณะเดียวกันเมื่อพอเพียงในความสบาย หรือหาทรัพย์ได้พอเพียงแล้ว ก็ไม่หยุดเพียงเท่านั้น แต่หันไปพากเพียรในการสร้างความดีงามหรือความเจริญด้านอื่นๆ ต่อไปให้ยิ่งกว่าเดิม ทั้งในด้านศีล จิต และปัญญา ทั้งในส่วนที่เป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน
เมื่อชีวิตเจริญงอกงามในทางศีล จิต และปัญญา เราก็จะพึ่งวัตถุน้อยลง ธรรมชาติของคนเรานั้นย่อมโหยหาความสุข เมื่อมีความสุขทางใจเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ได้รับความอบอุ่นท่ามกลางกัลยาณมิตรที่เอื้ออาทร ความสุขจากทรัพย์หรือสิ่งเสพก็จะมีความสำคัญน้อยลง ดังนั้น ยิ่งเข้าถึงความสุขทางใจได้มากเท่าไร ความต้องการทรัพย์หรือสิ่งเสพก็จะลดลงมากเท่านั้น
ถึงตรงนี้ความสบายจะพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง คืออิงอาศัยวัตถุสิ่งเสพน้อยลง ดังนั้นแม้จะอยู่บ้านหลังเล็กๆ มีทรัพย์สมบัติไม่มาก หรืออยู่ในป่าที่หลีกเร้น มีบริขารแค่ไม่กี่ชิ้น ก็มีทั้งความสุขและความสบายได้ ยิ่งมีปัญญารู้ชัดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่อาจยึดติดถือมั่นได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน มีเท่าไร ก็ยังสุขและสบายอยู่นั่นเอง เพราะจิตเป็นอิสระและปลอดโปร่งอย่างสิ้นเชิง
นี้ใช่ไหมคือจุดหมายสูงสุดของชีวิตพอเพียง
โดย พระไพศาล วิสาโล
ลิงค์อ้างถึง
ให้ความเห็น